ปลูกยา รักษาป่า
ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย
สิบปีที่ผ่านมา ทั้งรัฐและคนไทยได้หันกลับมาสนใจใช้สมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บกันอย่างแพร่หลาย อีกครั้ง เนื่องจากเริ่มตระหนักว่า การแพทย์และยาสมัยใหม่ที่ใช้เป็นหลักอยู่ในการสาธารณสุขมาเป็นเวลาหลายสิบปี ก็มีข้อจำกัดในการรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป ตลอดจนที่เกิดจากวิถีชีวิตยุคปัจจุบัน อีกทั้งยาและเทคโนโลยีการแพทย์ส่วนใหญ่ต้องซื้อเข้ามาจากต่างประเทศ นับเป็นภาระทางการเงินจำนวนมหาศาลในแต่ละปี
การ ใช้สมุนไพรในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยารักษาโรคเท่านั้น แต่เริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมในการผลิตสิ่งอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น แชมพู่ สบู่ ยาสีฟัน เครื่องสำอาง ชาและเครื่องดื่ม แนวโน้มเหล่านี้ เป็นความพยายามในการพึ่งพาตนเองและฟื้นฟูภูมิปัญญาของปู่ย่าตายายในยามที่ เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน
การผลิตยาสมุนไพรเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านปริมาณและความสะดวก ทำให้รูปแบบการผลิตพัฒนาเป็นอุสาหกรรม วัฒนธรรมการใช้สมุนไพร ได้เปลี่ยนจากการเก็บ-ทำ-ใช้เองในครัวเรือน มาเป็นการผลิต-จำหน่าย-ซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูป เหมือนกับยาสมัยใหม่ทั่วๆ ไป
ในขณะที่สมุนไพรกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากจากตลาดทั้งในและต่างประเทศ พื้นที่ป่าอันเป็นแหล่งที่สมุนไพรถูกเก็บมาใช้เป็นวัตถุดิบนับวันยิ่งร่อยหรอลง เนื่องจากการตัดทำลายเพื่อใช้ไม้ ใช้ทำการเกษตร หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การสร้างเขื่อน แม้แต่พื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์อยู่ หรือป่าชุมชนต่างๆ ก็ถูกกดดันยิ่งขึ้น จากการเก็บหาสมุนไพรมาขายเป็นวัตถุดิบ
ชาวชนบทและชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากป่าใกล้บ้าน ชุมชน หรือทอ้งถิ่น เป็นกลุ่มคนในสังคมที่จะสูญเสียประโยชน์มากที่สุดจากความเสื่อมโทรมของป่า ซึ่งเป็นปหล่งอาหาร ยา วัสดุ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ สำหรับการดำรงชีวิต ในระดับประเทศย่อมหมายถึงปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับผลิตยาสมุนไพร และทรัพยากรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
จาก "เก็บ" เป็น "ปลูก" จาก "ซื้อ" เป็น "สร้าง"
การ เปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชุมชนเป็นฐานรองรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชสมุนไพรที่ส่วนใหญ่ยังเก็บหามาจากธรรมชาติ จนเกินกำลังของป่าเพียงเพื่อนำมาใชประโยชน์เฉพาะหน้า เช่น การขายเป็นวัตถุดิบ หรือผลิตยาจำหน่าย โดยไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์ดูแลป่า แม้จะเป็นการใช้สมุนไพรก็เท่ากับเป็นการทำลายหรือทุบหม้อข้าวตัวเอง กลุ่มชาวบ้านที่บุกเบิกงานสมุนไพรได้อย่างก้าวหน้า มักประสบความสำเร็จในการชักชวนให้สมาชิกเห็นคุณค่าและความจำเป็นในการ อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าในท้องถิ่นอย่างได้ผล
จาก ที่เคยแต่เก็บหา ก็หันมาปลูกพืชและไม้ที่ใช้เป็นยาและอาหารไว้ในบ้าน ในสวน ตามหัวไร่ปลายนา ส่วนสมุนไพรอีกประเภท ที่เริ่มปลูกกัน ได้แก่ ต้นไม้ที่เริ่มขาดแคลนหายากเพราะตัดกันแทบไม่เหลือ หรือเอาแต่เก็บจากป่าอย่างเดียวไม่มีการปลูกใหม่ทดแทน ก็เริ่มนำมาปลูกเพื่อรักษาพันธุ์เอาไว้ใช้ไม่ต้องรบกวนจากป่า
การปลูกสมุนไพรไว้ใช้สอย เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูการพึ่งตนเองในเรื่องสุขภาพ ที่ทำได้ทั้งคนชนบทและคนเมือง หากเปลี่ยนความคิดจากการ "ซื้อ" สุขภาพ ด้วยการซื้อยา หาหมอ เข้าโรงพยาบาล มาเป็นการ "สร้าง" สุขภาพ ด้วยการดูแลตนเองและครอบครัวเป็นอันดับแรก










