อารมณ์กับปฏิกิริยาทางกาย


หลังจากสร้างความยืดหยุ่นให้ร่างกายด้วยการออกกำลังในช่วงเช้า
ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดวันแล้ว
ก็มาถึงเรื่องของการบริหารอารมณ์และความเครียด

"ความเครียดเป็นผู้ร้ายสำคัญของสุขภาพ ความเครียดเป็นต้นเหตุของโรคแห่งความเสื่อมทั้งปวง"
อาจารย์มานพ ประภาษานนท์ นักกายภาพบำบัดผู้ให้ความสนใจและศึกษาแพทย์องค์รวม
อธิบายว่า ความเครียดมีต้นเหตุมาจากจิตใจที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย

"ทุกครั้งที่คนเราเกิดความเครียด สมองจะถูกกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนบางชนิดที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง
ซึ่งเป็นกลไกของร่างกายที่ใช้ป้องกันตนเอง
ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์ยุคโบราณออกไปล่าสัตว์หาอาหาร
ไปเจอเสือ แล้วเกิดตกใจกลัวทำให้เกิดความเครียดขึ้นมา
ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองความรู้สึกนั้นด้วยอาการเกร็ง...เกร็งเพื่อที่จะสู้หรือจะหนี"

ขณะที่มีเหตุการณ์ตึงเครียด ร่างกายจะมีความพร้อมในการกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ถ้าตัดสินใจหนีจะวิ่งได้เร็วกว่าปกติธรรมดามาก ในทางกลับกันหากตัดสินใจสู้ก็จะมีพลังมหาศาล
ที่อาจเอาชนะเสือได้ เนื่องจากอวัยวะภายในจะชะลอการทำงาน แล้วส่งพลังไปอยู่ที่กล้ามเนื้อทั้งหมด
ดังนั้น เมื่อเกิดความเครียด...ร่างกายจะเกิดอาการเกร็งโดยอัตโนมัติ

หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์วิกฤตไปแล้ว ฮอร์โมนก็สลาย ร่างกายก็คลายตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
เลือดลมก็โคจรปกติเช่นเดิม อวัยวะภายในก็มีเลือดไปเลี้ยงตามปกติเหมือนเดิม
"เช่นเดียวกันในยุคสมัยนี้ที่เราเจอกับความเครียดในรูปแบบต่างๆ ยิ่งเจอกับภาวะเครียดตลอดทั้งวัน
ร่างกายก็จะเกิดอาการเกร็งตัวทั้งวัน อวัยวะภายในหยุดชะงักทั้งวันเช่นกัน แล้วสุขภาพจะดีได้อย่างไร
ในเมื่อทุกครั้งที่เครียด ระบบต่างๆในร่างกายจะติดขัดเสมอ

ยิ่งเครียด..ยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ"
ในทางตรงกันข้าม เมื่ออยู่ในภาวะที่อารมณ์ดี คิดดี ปรารถนาดี สมองจะหลั่งสารเอนโดฟินส์ออกมา
ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวก ภูมิต้านทานดีขึ้น
"จะเห็นได้ว่า...ปฏิกิริยาภายในร่างกายขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นตัวสำคัญ"

ท่านผู้อ่านลองจินตนาการตามไปกับอาจารย์มานพด้วยกัน โดยนึกถึงตนเองขณะนี้ว่าอยู่ที่บ้าน
กำลังเดินเข้าครัว หยิบลูกมะนาวกลมโตใหญ่สีเขียวอมเหลืองขึ้นมา แล้วหยิบมีดมาผ่ามะนาวออกเป็นสองซีก
ขณะที่กรีดลงไปบนผิวมะนาว น้ำมะนาวฉ่ำกระเซ็นขึ้นมา แล้วหยิบมะนาวซีกหนึ่งบีบลงบนลิ้นที่เตรียมรอไว้แล้ว
บีบมะนาวหยดลงที่ลิ้น แหมะๆๆ

มาถึงตรงนี้อาจารย์มานพถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย เราจะพบว่าน้ำลายไหลออกมา
ทั้งที่ยังไม่ได้ลิ้มรสมะนาวจริงๆ และเรายังไม่เห็นลูกมะนาวจริงๆ ด้วยซ้ำ
"แค่คิดนะครับ...แค่คิดถึงมะนาวเท่านั้น ร่างกายก็ตอบสนองจินตนาการด้วยการหลั่งน้ำลายออกมาเอง
โดยที่เราไม่ได้สั่ง เวลาที่เราคิดถึงความเปรี้ยว ร่างกายตอบสนองด้วยน้ำลาย
แต่ถ้าคิดถึงเรื่องเศร้าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่างที่กระทบต่อระบบร่างกาย
หากคิดถึงเรื่องดี ร่างกายก็จะตอบสนองในเรื่องดี

ไม่ว่าเราต้องการหรือไม่ต้องการ เราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่ร่างกายตอบสนองต่ออารมณ์ความคิดเสมอ
รวมทั้งความรุนแรงของโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายก็เช่นกัน
ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอารมณ์และความคิดในแง่บวกหรือแง่ลบมากกว่ากัน"

อาจารย์มานพ เล่าให้ฟังอีกว่า การแพทย์ตะวันออก...โดยเฉพาะแพทย์แผนจีนสืบทอดความรู้นี้มายาวนาน
นับพันปีแล้วว่า ความคิดและอารมณ์ส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้น การรักษาโรคทางกายอย่างเดียวไม่เพียงพอ
แต่ต้องรักษาอารมณ์ด้วย


การแพทย์แผนโบราณจึงจับคู่อารมณ์ที่ส่งผลต่ออวัยวะภายในร่างกายไว้ว่า ผู้ที่ชอบหงุดหงิด ขี้โมโห
โกรธง่าย ไม่พอใจสิ่งรอบข้างตลอดเวลา บุคคลกลุ่มนี้มักจะมีอาการของโรคตับ
ผู้ที่มักจะมีความวิตกกังวลเสมอ ทำงานเครียดจัด อารมณ์เหล่านี้จะไปกระทบกับกระเพาะ
ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารผู้ที่มีความโศกเศร้าเสียใจหรืออกหัก บุคคลกลุ่มนี้มักจะเป็นโรคปอด
ผู้ที่มีความหวาดกลัวหรือตกใจง่าย มักจะเป็นโรคไต
แต่ถ้าใครที่เป็นโรคซึมเศร้าจะกระทบกับอวัยวะภายในทุกส่วน

"แม้กระทั่งดีใจมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี หากดีใจมากเกินไปทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ส่งผลกระทบต่อหัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจได้"อาจารย์มานพ ย้ำว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาเป็นองค์รวม
ที่เชื่อมโยงถึงกันหมด หากร่างกายได้รับผลกระทบจากอารมณ์ที่กล่าวมามาก โรคภัยไข้เจ็บก็มาก
ร่างกายก็เสื่อมเร็ว เพราะฉะนั้นจึงควรรักษาอารมณ์ไว้ให้ดี

"การที่คนเรามีอารมณ์ในรูปแบบต่างๆ เนื่องจากจิตวิญญาณพาเป็น
โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระทบต่อจิตวิญญาณซึ่งส่งผ่านไปที่อารมณ์ แล้วเกิดปฏิกิริยาทางร่างกาย ดังนั้น
การแก้ไขหรือการรักษาจะเน้นเฉพาะทางร่างกายอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องดูแลไปพร้อมกันระหว่างร่างกาย
จิตใจหรืออารมณ์ สิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณ

จงจำไว้ว่าทุกความคิดร่างกายตอบสนองเสมอด้วยรูปแบบเฉพาะ
การทำอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก"

 




©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003