สุขภาพเป็นของเรา
ปิดท้ายฉบับที่แล้วไว้ตรงที่แนวทางการออกกำลังกาย
ซึ่งอาจารย์มานพ ประภาษานนท์ นักกายภาพบำบัด
ผู้ให้ความสนใจและศึกษาค้นคว้าทางด้านแพทย์องค์รวม บอกไว้ว่า อยู่ที่ความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
และผู้ที่จะบอกได้ว่าการออกกำลังกายแบบใดเหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ออกกำลังกายต้องคอยสังเกตด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำที่ฝากไว้ก็คือ การออกกำลังกายทุกประเภทต้องปลอดภัยทุกท่าทางของการออกกำลังกาย
จะต้องไม่ทำให้ตนเองเจ็บ มีแต่ความตึงที่กล้ามเนื้อ หากออกกำลังกายแล้วรู้สึกเจ็บแม้แต่เพียงเล็กน้อย
ก็ต้องถอนกลับออกมาส่วนระยะเวลาในการออกกำลังกายว่ายาวนานแค่ไหน
ตัวเราก็ต้องเป็นผู้กำหนดเองด้วยเช่นกัน เพราะสภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน"เราต้องเป็นคนกำหนดเอง
ว่าแค่ไหนถึงจะพอ และการออกกำลังกายทุกประเภทให้สังเกตตัวเองว่าร่างกายตอบสนองอย่างไรหากตอบสนองด้วย
การปวดเมื่อย หมายความว่า เราออกกำลังกายมากไป ออกกำลังกายหนักเกินไปหรือรุนแรงเกินไปแล้วท่าทางของ
การออกกำลังกายแต่ละท่านั้น ไม่ได้มีหลักตายตัว แต่ละท่ามีการพลิกแพลงไปบ้างก็ได้
ขึ้นอยู่กับจุดอ่อนของเรา
ซึ่งเราจะรู้ตัวเองดีว่าควรจะออกกำลังกายแบบไหน
ที่ผ่านมาผมเจอคนไข้มากมาย ที่มีอาการปวด แล้วปวดร้าวมาถึงศรีษะ พอตรวจดูเห็นว่าหน้าอกจะยึดหมดและเจ็บ
หากมีอาการเช่นนี้พยายามใช้ท่าออกกำลังกายที่ช่วยยืดขยายหน้าอก หรือจุดที่เจ็บก็นวดเบาๆ"อาจารย์มานพ
อธิบายเพิ่มเติมว่า ตามแนวทางของแพทย์องค์รวมถือว่าอวัยวะทุกส่วนเชื่อมโยงกันไปหมด
ถ้าทรวงอก
ขยายได้ดีก็จะไม่มีสิ่งใดไปขัดขวางการหายใจ ออกซิเจนก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ดี
เซลล์จะได้ออกซิเจนดี
สุขภาพก็จะดีตามไปด้วย
แต่ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผิดปกติ ส่วนอื่นก็จะได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย
"การฝึกหรือการออกกำลังกายต้องรู้พื้นฐานของแต่ละคน เช่น หากรู้ตัวเองว่าหลังแข็งเหลือเกิน
ก้มตัวลำบาก
ควรจะออกกำลังกายอย่างไร สิ่งสำคัญผู้ที่ฝึกใหม่ควรเริ่มจากท่าทางที่ง่ายก่อน
เมื่อออกกำลังกายท่าพื้นฐานได้แล้ว
ค่อยเริ่มท่ายากต่อไป ที่สำคัญเราต้องเลือกให้เหมาะสมกับเรา"
ที่กล่าวถึงความเหมาะสมว่าเราต้องรู้ด้วยตนเองนั้น แค่คิดว่ารู้คงไม่พอ
แต่ต้องลองฝึกหัด ทดลองทำ แล้วสังเกต
ปฏิกิริยาตอบกลับจึงจะรู้ว่าเหมาะสมหรือไม่อีกประการหนึ่ง หากยังไม่ได้สัมผัสด้วยตนเองจริงๆ
แล้วห้ามพูด...
ห้ามคิดว่าทำไม่ได้แม้จะทำได้น้อยสักหน่อยก็ไม่เป็นไร...แต่ทำได้
ผู้คนส่วนใหญ่ออกกำลังกายไปได้สักพักหนึ่งมักจะเลิกรา ก็เนื่องจากตั้งความหวังไว้สูงหรือหวังผลเลิศเกินไป
"ลงมือปฏิบัติเพียงไม่กี่วันจะให้ดีมากคงไม่ได้ ทำมากก็ได้มาก
ทำน้อยก็ได้น้อย เพราะสุขภาพเป็นเรื่องของเรา
ย้ำกับตัวเองไว้เสมอว่า สุขภาพเป็นของเรา ไม่ใช่เรื่องของหมอ ไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาล
อยากมีชีวิตที่ดีต้องทำเอง ดังที่กล่าวไว้ในช่วงต้นว่า สุขภาพคือชีวิต
เราทำชีวิตให้ดี สุขภาพก็ดีเอง"
เนื่องจากสุขภาพเป็นองค์รวม จึงต้องสอดประสานไปทุกเรื่องราว ตั้งแต่การออกกำลังกาย
อาหารการกิน
การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อารมณ์ และจิตใจ รวมทั้งการสอดคล้องกับธรรมชาติด้วยอาจารย์มานพกล่าวถึง
คนไข้หลายคนมักมาบ่นให้ฟังว่า ทำไมออกกำลังกายทุกวัน แต่สุขภาพไม่ดี
เมื่อตรวจสอบก็พบว่า คนไข้ออกกำลังกาย
เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ดูแลเรื่องอาหารการกิน กินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
แล้วยังเครียดทุกวันอีก สุขภาพก็ดีขึ้นไม่ได้
หรือคนไข้บางคนก็เข้มงวดกับการรับประทานอาหารเหลือเกิน แต่อย่างอื่นไม่ดูแล
แถมเครียดเหลือกัน สุขภาพก็ไม่ดีขึ้น
จะต้องทำทุกด้านไปพร้อมกัน
"การออกกำลังกายก็เช่นกัน ถ้าเราปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ผลก็จะเกิด
หากเราพิจารณาแล้วเห็นว่าดีต่อสุขภาพของเรา
เราก็ทำต่อ ถ้าพบว่าไม่เหมาะกับเราก็ทิ้งไป แล้วเปลี่ยนวิธีใหม่แม้แต่คนเดียวกัน
บางช่วงเวลาต้องทำอย่างนี้
แต่พอเวลาผ่านไปสิ่งที่เคยทำอาจจะไม่เหมาะแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยน"อีกประเด็นหนึ่งที่อาจารย์มานพย้ำ
คือ ความคิดในแง่บวก
"บางคนบอกว่ายาก จะให้คิดบวกอย่างไรคิดไม่ออก เพราะไม่เคยมองมุมอื่นเลยนอกจากแง่ลบหรือมองเพียงมุมเดียว
ทำให้เห็นภาพเหมือนเดิม ดังนั้น จึงควรฝึกให้มองหลายๆ ด้าน" ส่วนผู้ที่มีสุขภาพไม่ดีเรื้อรังนั้น
หมายความว่า
ต้นเหตุของความเจ็บป่วยยังอยู่ เราก็ต้องไปหาต้นเหตุแล้วจัดการขจัดมันไปเสีย
จงพยายามเรียนรู้หาวิถีทาง
ที่เหมาะสมกับเราให้มากที่สุด "ยิ่งรู้มากเท่าใด ยิ่งรู้กว้างขวางเท่าใด
ยิ่งเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับตนเองได้มากเท่านั้น"
| ©Copyright
Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003
|
 |
|