กินผักอะไร ยามไข้หวัดระบาด พบกันในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 6
พวกเรารู้กันหรือ ไม่ว่าคนไทยเป็นคนที่โชคดีที่สุด อยู่ในเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากร ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ในสวนมีพืชผักและในป่ามีสมุนไพร เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก แต่คนทั่วไปมักไม่รู้ว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นมีคุณค่าอย่างไร จะใช้ประโยชน์อย่างไร และจะอนุรักษ์อย่างไร เด็ก ๆ จำนวนมากโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่นกรุงเทพมหานคร ขาดโอกาส เพราะเป็นสังคมที่รีบเร่ง วัฒนธรรมการกินอยู่ไม่ได้รับการสืบทอดจากบรรพบุรุษ เด็ก ๆ รู้จักกินแต่อาหารสำเร็จรูปจำนวนไม่กี่ชนิดตามแต่แม่ค้าจะทำขึ้นอย่างง่าย ๆ ขาดความหลากหลาย เช่นรู้จักน้ำพริกไม่กี่ชนิด ทั้งที่เรามีน้ำพริกกว่า 100 ชนิด
คนจำนวนมากลืมเลือนไม่รู้จัก ยำใหญ่ ที่ใส่สารพัด ไม่รู้จักผักกูด ผักเหมียง ผักขี้หูด รู้จักและหลงใหลแต่อาหาร fast food จากฝรั่งทั้งพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ที่ทฤษฏีการแพทย์แผนไทยระบุว่าไม่เหมาะสมกับประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ที่ต้องรักษาสมดุลธาตุโดยรับประทานผักมาก ๆ เพื่อควบคุมธาตุไฟ ไม่ใช่รับประทานอาหารแป้ง น้ำตาลและโปรตีน ที่มีมากในอาหาร fast food ซึ่งเหมาะกับประเทศในเขตหนาวที่ต้องเพิ่มพลังงานด้วยกลุ่มอาหารดังกล่าว
น่าเสียดายเมื่อเวลาผ่านไป ผักพื้นบ้านไทย ๆ ก็จะจางหายจากวัฒนธรรมยุคใหม่ กลายเป็นวัชพืชถูกทิ้งร้างและถากถางไปหมด คนไทยจะเหลืออะไรให้เป็นภูมิคุ้มกันชีวิตและเสริมสร้างสุขภาพของเรา แต่โชคดีที่ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เครือมติชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงมูลนิธิชีววิถี มูลนิธิสุขภาพไทย และภาคีอื่นๆอีกนับร้อยตระหนัก และจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ซึ่งปีนี้ เน้นที่พืชผักพื้นบ้านเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ และเป็นยาสมุนไพรแก้ไข้หวัดด้วย
คุณพ่อคุณแม่น่าจะหา เวลาพาลูกๆ มาเรียนรู้ระหว่างวันที่ 2 – 6 กันยายน 2552 ที่ฮอล 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี เพื่อนำเอาความรู้ที่ได้ไปใช้ปรุงอาหารไทย ให้เด็ก ๆ รับประทานสัก 2 วันต่อสัปดาห์ก็ยังดีเพื่อสุขภาพของครอบครัว มารู้จักคุณค่าของผักก่อนพบต้นจริงในงานมหกรรมสมุนไพร
กลุ่มแรกคือเส้นใย หรือไฟเบอร์ เด็กควร กินผักช่วยเพิ่มกากอาหารช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น เส้นใยในผักมี 2 ชนิด คือไม่ละลายน้ำและละลายน้ำได้ ชนิดแรกเป็นกากอาหารเพราะมีผนังเป็นเซลลูโลส ย่อยไม่ได้จึงถูกขับออกจากร่างกาย พร้อมกับดูดซับไขมันที่เรากินและขัดเอาเศษอาหารเศษไขมันที่ติดอยู่ตามซอก มุมออกจากทางเดินอาหารด้วย ชนิดที่สองจะช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลด ระดับไขมันชนิดเลวได้ กากอาหารจึงสำคัญต่อสุขภาพมาก
กลุ่มสองผักเป็นแหล่งแร่ ธาตุที่สำคัญ โดย เฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียม ฟอสฟอรัส และ เหล็ก และเป็นแหล่งวิตามิน ทั้งวิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง ซี และไนอาซิน กลุ่มสามในผักยังพบสารเคมีธรรมชาติที่ใช้เป็นยาได้ เช่น ผักกระเฉดมีเบต้า-แคโรทีน ขมิ้นชันมีคูเคอมินอยด์ ขิงมีเฟนโชน กระเจี๊ยบแดงมีแอนโทรไซยานิน เป็นต้น สารเคมีธรรมชาติยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชั่นและสารกำจัดอนุมูล อิสระ ซึ่งมีผลให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นด้วย
และถ้าพิจารณาจากทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้ประสบการณ์และสิ่งที่วิเคราะห์ได้ด้วยประสาทสัมผัส ทั้งห้า จึงได้จำแนกสรรพคุณของผักและสมุนไพรตามรสยา
ผักกลุ่มที่มีรสเปรี้ยว มีกรดอินทรีย์ต่าง ๆ ที่สำคัญคือ วิตามินซีเป็นสารต้านออกซิเดชั่นที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยเสริมระบบการทำงานของเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกัน โดยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลาย วิตามินซีช่วยบรรเทาความรุนแรง ลดระยะเวลาของการเป็นหวัดและช่วยบรรเทาอาการแพ้ต่างๆได้ วิตามินซีจากธรรมชาติ (natural vitamin C) สามารถดูดซึมเป็นประโยชน์แก่ร่างกายได้ดีกว่าวิตามินซีจากการสังเคราะห์ (synthetic vitamin C) ตัวอย่างผักที่มีรสเปรี้ยวได้แก่ กระเจี้ยบแดง มะยม ส้มกบ ส้มเสี้ยว มะกอก แต้ว ส้มป่อย สมอไทย มะขาม มะขามป้อม มะกรูด มะนาว มะเฟือง ชะมวง มะดัน มะอึก และตะลิงปลิง
ผักกลุ่มที่มีรสฝาด มีสารกลุ่มแทนนิน ซึ่งเป็นสารอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้านอนุมูลอิสระและสารกำจัดอนุมูลอิสระที่มี ประสิทธิภาพดีมาก ยังเป็นสารต้านเชื้อโรคโดยกลไกการทำปฏิกิริยาทำลายโปรตีนที่เป็นโครงสร้าง ของเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคตาย (antimicrobial) ตัวอย่างผักที่มีรสฝาดได้แก่ ยอดฝรั่ง กล้วยดิบ ผลมะตูมอ่อน ยอดจิก ยอดมะม่วงหิมพานต์ ผักเม็ก ยอดกระโดน สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม
ผัก เหง้าและหัวพืชที่มีรสเผ็ดร้อน มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งทำให้พืชมีกลิ่นเฉพาะตัวด้วย น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และต้านการเจริญของเชื้อโรค พืชที่มีกลิ่นเหล่านี้ได้แก่ หัวกระเทียม ขิง ข่า ขมิ้นชัน พริก พริกไทย ดีปลี โหระพา แมงลัก กะเพรา สะระแหน่ เนียมหูเสือ ผักไผ่ พลูคาว กระชาย ผักคราดหัวแหวน กระเจียว ชะพลู ผักแพว และผักแขยง เป็นต้น
กินผักตามรสแล้ว แนะนำให้กินผักที่มีสีสดด้วย ซึ่งสีเกิดจากสารหลายกลุ่มที่มีสีต่าง ๆ สารเหล่านี้เช่น สีแดง สีฟ้า สีเหลือง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังป้องกันการเกิดมะเร็ง ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ด้วย ตัวอย่างสารสีในพืชผัก เช่น กลุ่มคาโรทีนอยด์ (carotenoids) พบในมะเขือเทศ หัวแครอต ฟักทอง ข้าวโพด และถั่วสีเขียว มันเทศ แคนตาลูป แตงโม ฝรั่ง ส้มโอสีแดง ถ้าบริโภคร่วมกับไขมันจะทำให้การดูดซึมของสารกลุ่มนี้ดีขึ้น
กลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ให้สีแดง ม่วง น้ำเงิน ซึ่งพบในผลสตอร์เบอรี องุ่นสีแดงและม่วง กะหล่ำสีม่วง มะเขือม่วง และดอกอัญชัน เป็นต้น
ผัก พื้นบ้านและผลไม้ต่างๆ เป็นของดีทั้งนั้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วม ชิม ชม อบรมฟรี ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ในวันที่ 2-6 ก.ย.นี้ ด้วยสโลแกนที่เข้าใจหัวอกคนไทยขณะนี้ว่า “พืชผักสมุนไพร สร้างเศรษฐกิจไทย ต้านภัยไข้หวัด” และสำหรับแฟนประจำ หากท่านนำมติชนสุดสัปดาห์ฉบับนี้มาที่บูทมูลนิธิสุขภาพไทย รับฟรีหนังสือความรู้จากหมอยาพื้นบ้าน 1 เล่มจ๊ะ.(50เล่ม/วัน)
ที่ มา: กอง บ.ก.มูลนิธิสุขภาพไทย










