อาหารสมองของเด็ก
ที่มา
: มูลนิธิสุขภาพไทย
สมัยนี้คนเป็นพ่อเป็นแม่มีความกระตือรือร้นอยากให้ลูกได้เรียนรู้มาก ๆ ตั้งแต่เยาว์วัย
ใครพอมีฐานะหน่อยก็ขวนขวายให้ลูกได้เรียนคอมพิวเตอร์ หัดเล่นดนตรี หรือเสริมทักษะอื่น ๆ เพื่อให้เป็น "ต่อ" ในเส้นทางชีวิตและการศึกษา
ชีวิตของเด็กรุ่นใหม่จึงเต็มไปด้วยโอกาสในการแสวงหาความรู้
แต่สิ่งนี้จะนำไปสู่ความเฉลียวฉลาดและจินตนาการที่สร้างสรรค์หรือไม่
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงหรือปริมาณความรู้ที่เด็กถูกป้อน
หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการรับรู้ที่หลายคนอาจจะไม่คาดคิดว่าอาหารก็มีส่วนสำคัญ
พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลายต่อหลายคนคงมีปัญหาหนักใจว่า ทำไมลูก ๆ หรือนักเรียนจึงขาดสมาธิในการเรียน
ก่อความวุ่นวายในห้องเรียน เวลาจะให้ทำการบ้านก็งอแง อย่าเพิ่งโทษว่าเขาเป็นเด็กเกเรหรือเกียจคร้าน ลองสังเกตว่าเขารับประทานอาหารประเภทไหนที่บ้านและโรงเรียนก็อาจจะพบคำตอบ
เมื่อก่อนเราเคยเชื่อว่า การเรียนเก่งอยู่ที่ไอคิว แต่ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับพัฒนาการทางสมองของเด็กบ่งชี้ว่า
นอกจากพันธุกรรมแล้ว อาหารการกินก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นความสนใจในการเรียน ทำให้เด็กมีสมาธิและจินตนาการดีขึ้น
ในสหรัฐอเมริกาพบว่า สติปัญญาความเฉลียวฉลาดและความสามารถในการเรียนรู้มีส่วนสัมพันธ์กับอาหารที่เป็นประโยชน์
โรงเรียนที่นั่นปวดหัวกับปัญหาการเรียนของเด็ก ๆ เนื่องจากนักเรียนจำนวนมากมีอาการหงุดหงิด ก้าวร้าว กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิในการเรียน
นักโภชนาการได้ทดลองเปลี่ยนอาหารที่ให้เด็ก รับประทานในโรงเรียน
ปรากฏว่า เด็กเปลี่ยนเป็นคนละคน กลายเป็นเด็กที่มีสมาธิและเอาใจใส่ต่อการเรียนมากขึ้น
ความสำคัญของอาหารต่อเด็กเริ่มจากอาหารเช้า ถ้าเห็นเด็กสะลึมสะลือตั้งแต่เช้า คิดอะไรช้า ถ้าไม่เป็นเพราะถูกคุณพ่อคุณแม่ลากตัวขึ้นมาจากที่นอนตั้งแต่เช้ามืด ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคงไม่ได้กินข้าวเช้ามา
เด็กที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยเป็นเวลา 15-16 ชั่วโมง ตั้งแต่มื้อเย็นของวันก่อน จะไม่สนในอ่านเขียนเรียนเลขแม้ว่าครูจะพร่ำสอนให้คอแตก เขาจะนึกอยู่อย่างเดียวว่าเมื่อไหร่จะได้กินข้าว ยามใดที่ท้องว่าง หัวสมองก็ว่างเปล่า
        แต่อิ่มท้องอย่างเดียวก็ยังไม่พอ อาหารที่เด็กรับประทานไม่ว่าที่บ้านหรือโรงเรียน ควรเพิ่มสัดส่วนของอาหารที่มีคุณค่าสูง เช่น พืชผัก ธัญพืช ผลไม้ และโปรตีน จากถั่ว ลดอาหารจั๊งค์ฟู้ดที่หนักไปทางเนื้อและไขมัน
เรามักจะคิดถึงแต่อาหารมื้อหลัก แต่ที่จริงอาหารว่าง ขนม และของขบเคี้ยวนี่แหลตัวดีที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ
ตกเย็นหลังเลิกเรียน พ่อแม่มักจะต้องซื้อหาขนมของกินให้ลูกกินรองท้อง
เด็กโตหน่อยก็ซื้อกินเอง แต่พอกลับถึงบ้านเด็กกลับไม่อยากอาหาร
ถึงเวลาทำการบ้านก็มีอาการซึม สมองตื้มขึ้นมาเฉย ๆ จะโทษว่าเป็นเพราะกินอาหารว่างหรือขนมก่อนก็ไม่ถูกนัก
เพราะเป็นธรรมชาติของเด็กที่จะรู้สึกหิวโหยมากในช่วงเย็น
สาเหตุแท้จริงอยู่ที่อาหารว่างหรือขนมที่เด็กกินนั้นเป็นอาหารผิดประเภทต่างหาก
เช่น น้ำอัดลม ขนมปังกรอบ ไอศครีม เค้ก คุ้กกี้ ลูกอม ลูกชิ้นปิ้ง
อาหารเหล่านี้แทบทั้งหมดใส่น้ำตาล ในปริมาณ มาก(ยังไม่นับสารกันบูด
สีสังเคราะห์ ผงชูรส)
        พลังงานที่ได้จากน้ำตาลในปริมาณมาก ๆ จะทำให้เด็กกระปรี้กะเปร่าอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นพลังงานก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว เด็กจะรู้สึกอ่อนเปลี้ย สมองไม่แล่น ไม่อยากอาหาร เป็นอาการที่เรียกกันว่า ชูการ์บลู หรือซึมเพราะน้ำตาล
ของว่างที่เหมาะควรจะเป็นอาหารธรรมชาติ ได้แก่ ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ ผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงโดยต่อเนื่อง ไม่ฮวบฮาบ แต่ก็ไม่ย่อยยาก และยังให้วิตามินที่สำคัญในการบำรุงสมองและระบบประสาท
         ถ้ากินในรูปที่เป็นอาหารธรรมชาติมากที่สุดได้ก็ยิ่งดี
เช่น ถั่วลิสงคั่ว เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน
ถั่วตัด งาตัด ขนมไทยๆ ที่ต้มจากถั่วก็ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วดำ
ถั่วแดงต้ม ทำจากผลไม้เช่น แตงไทยน้ำกะทิ ผลไม้ที่กินสด ๆ
แก้หิวได้ดีคือ กล้วยน้ำว้า ส้ม มะละกอ พุทรา
แต่เด็กบางคนอาจะไม่ชอบกิน ถ้าสามารถจะทำให้เหมือนขนมที่เขากินอยู่ได้ก็ยิ่งดี ที่จริงเรายังมีขนมที่เป็นสแน็คบาร์แบบไทย ๆ ขนานแท้ คือ กระยาสารท อันเป็นรวมมิตรของธัญพืชชั้นยอด ที่ประกอบไปด้วยข้าวเม่า ข้าวตอก ถั่ว งา จะเติมเมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทองลงไปก็น่าจะได้ หรือผลไม้สดก็อาจจะทำเป็นผลไม้แห้งก็ได้
        อาหารว่างที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ควรเลือกสรร เพราะที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดมักจะเคลือบหรือใส่น้ำตาลหวานจ๋อย ประโยชน์ที่จะได้รับก็ลดน้อยลงไป แต่ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองรวมทั้ง โรงเรียนตระหนักว่าอาหารสำคัญต่อการเรียนรู้แล้วไซร้ ก็ควรพิถีพิถันเลือกสรร ทำเอง หรือจัดหามา
อุตสาห์เคี่ยวเข็ญให้เด็กร่ำเรียนกันจนสมองบวม
แต่มาตกม้าตายเพราะพ่อค้ารถเข็นหน้าโรงเรียน ก็น่าเสียงดายยิ่งนัก