|
เสริมอาหารจากธรรมชาติ(1)
"หากต้องการให้ร่างกายได้วิตามินหรือได้คุณค่าจาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ควรจะกินในรูปอาหารธรรมดาจะดีกว่า"
รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
แนะนำ
รศ.ดร.แก้ว บอกว่า การรับประทานอาหาร 1 ชามหรือ 1 มื้อ
เราควรจะมีความรู้ว่าคุณค่าหรือคุณประโยชน์ของสารอาหารอยู่ตรงไหนบ้าง
บางอย่างอยู่ในเนื้อสัตว์
บางอย่างอยู่ในผัก บางอย่างอยู่ในผลไม้สำหรับบุคคลที่รับประทานอาหารเจหรืออาหารมังสวิรัติ
ซึ่งงดเว้นเนื้อสัตว์
ก็ต้องไปหาพืชผักบางอย่างมารับประทานเสริมกับสารอาหารที่ขาดไป
เช่น ถั่วหรือเห็ด เป็นต้น
แล้วควรรับประทานพืชผักผลไม้สดให้มาก ซึ่งส่วนใหญ่วิตามินและแร่ธาตุทั้งหลายมักอยู่ในพืชผักผลไม้สด
ดังนั้นผู้ที่ไม่ชอบกินผักและผลไม้มักจะขาดวิตามินถ้าถามว่าจำเป็นต้องกินวิตามินเป็นเม็ดหรือไม่
รศ.ดร.แก้ว อธิบายว่า "เราควรกินวิตามินที่เป็นเม็ดหรือในรูปสารสกัด
ก็เพื่อแก้ปัญหาเฉียบพลันเท่านั้น
ยกตัวอย่างบางคนที่มีปัญหาโรคปากนกกระจอก ก็ต้องกินวิตามินเป็นเม็ด
เพื่อแก้ปัญหาเฉียบพลันในเบื้องต้นก่อน
แล้วค่อยไปเพิ่มจากการกินอาหาร โดยกินข้าวซ้อมมือให้มากขึ้น
โรคดังกล่าวก็จะหายไป
ความรู้ตรงนี้มีความสำคัญตรงนี้ ทำอย่างไรที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีปัญหาสุขภาพ
และเราต้องสังเกตด้วยตนเองว่า สภาวะที่ดีที่สุดของเราอยู่ตรงไหน
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละคนต้องการวิตามินและเกลือแร่ไม่เท่ากัน
บางคนต้องการบางอย่างมากกว่าอีกคนหนึ่ง หรือปฏิกิริยาต่อร่างกายที่มีต่ออาหารของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก"
ทางด้าน รศ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวเสริมว่า
ร่างกายเราต้องการการดูดซึมของวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่าง เราจึงควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย
ซึ่งร่างกายเราต้องการวิตามินและแร่ธาตุในจำนวนไม่มาก
แต่ในจำนวนที่ไม่มากนั้นจะนำไปทำให้การทำงานของร่างกายดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การที่เราเสริมวิตามิน
และแร่ธาตุให้กับร่างกายก็มีข้อพิจารณาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการที่ร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไป
ถ้าเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ หากเหลือเกินร่างกายก็จะกำจัดออกทางปัสสาวะ
แต่ถ้าเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน
จะต้องดูดซึมพร้อมอาหาร และถ้าได้รับมากเกินไปจะไปสะสมในร่างกาย
ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้
"การได้รับวิตามินในปริมาณที่มากก็ต่อเมื่อเราเจ็บป่วย
อย่างผู้ที่เป็นโรคปากนกกระจอกแล้ว
กินวิตามินที่รักษาอาการผิดปกติของร่างกาย ถือว่าเป็น"ยา"
ไม่ใช่ "อาหารเสริม" แล้ว ซึ่งเป็นการนำมาใช้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
ต่อไปก็ต้องกลับไปรับประทานอาหารให้มีความสมดุล"
รศ.ดร.แก้ว ย้ำว่า ปัจจุบันมีข้อมูลให้ศึกษาหลายด้าน และมีการให้ข้อมูลกันอย่างแพร่หลาย
เราก็ควรศึกษาหลายด้าน
สมัยก่อนเราเชื่อกันว่า...อาหารที่มีคลอเรสเตอรอลสูง เช่น ไข่
เราไม่ควรกินมาก แต่ปัจจุบันมีข้อมูลออกมาว่า
ร่างกายสามารถสร้างคลอเรสเตอรอลในร่างกายขึ้นมาเพื่อใช้งานตามปกติ
ถ้ากินอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลมาก
ร่างกายก็จะสร้างเองน้อย แต่ถ้ากินอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลน้อย
ร่างกายก็จะสร้างมากแต่ถ้ากลัวว่า...
ร่างกายจะได้รับคลอเรสเตอรอลสูงก็ควรรับประทานอาหารที่มี เพคติน
หรือใยอาหารให้มาก
ซึ่งมีอยู่ในผลไม้แทบทุกชนิด
"เพคตินหรือใยอาหารมีมากในผลไม้ตระกูลส้ม โดยเฉพาะส้มโอ
ส่วนผิวของเปลือกส้มโอส่วนที่มีสีขาวนั้น
มีเพคตินอยู่มากมาย คนสมัยก่อนมักจะเอามาเชื่อมทำเป็นขนมเปลือกส้มโอ
แต่เปลือกส้มโอเชื่อมมีน้ำตาลมากเกินไป
ถ้านำมาพัฒนาในลักษณะที่ไม่ใส่น้ำตาล ใช้น้ำตาลเทียม หรือประยุกต์ในรูปแบบอื่น
จะมีประโยชน์ในการไปช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้มากมายเลย"
อีกตัวหนึ่งที่ช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้ดีก็คือ กระเทียม สุดยอดสมุนไพรไทยตัวหนึ่งที่มีสรรพคุณมากมาย
"ผมเคยทำการทดลองกับสัตว์ทดลอง โดยการฉีดเข้าเส้นเลือด
ปรากฏว่าคลอเรสเตอรอลลดลงทันที
แต่โดยปกติเรารับประทานกระเทียมสดธรรมดาก็เพียงพอแล้วลองสังเกตดูว่าเวลาที่เรารับประทานกระเทียมมากๆ
เวลาที่มีเหงื่อจะมีกลิ่นกระเทียมออกมาด้วย นั่นแสดงว่าคือส่วนเกินที่ร่างกายขับออกมา"
ทางที่ดีที่สุดก็คือ การรับประทานกระเทียมสด แต่หากได้รับประทานในรูปแบบอื่นเกรงว่าจะได้ในลักษณะที่เกินความต้องการ
หรือถ้าการผลิตขาดการควบคุมคุณภาพก็จะทำให้ไม่ได้รับประโยชน์
|