เสริมอาหารจากธรรมชาติ(2)


ในการเสวนาเรื่อง "สุขภาพดีได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม" ให้ความสำคัญกับอาหารธรรมชาติ
ที่เรารับประทานกันตามปกติมากกว่าสารสกัดในรูปแบบต่างๆ และประเด็นที่กล่าวถึงประการหนึ่งก็คือ
เรื่องของ "กลูตาไทโอน" เนื่องจากปัจจุบันได้รับความสนใจอย่างมาก

"สาเหตุที่กลูตาไทโอนเป็นที่สนใจก็เนื่องจากสรรพคุณที่ได้ยินมาว่า ทำให้ผิวขาว ผมไปหาข้อมูลทางวิชาการปรากฏว่า
ไม่มีระบุเอาไว้เช่นนี้แต่กลูตาไทโอนเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นตัวทำลายสารพิษ
ป้องกันการเหี่ยวย่นของผิว เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ"

รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่า
ร่างกายเราสร้างกลูตาไทโอนได้เองในตับ โดยที่เรารับประทานเนื้อสัตว์หรือโปรตีนเข้าไปในร่างกาย
ทางด้าน รศ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า
กลูตาไทโอนเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโนที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด

"เวลาที่เรากินเนื้อสัตว์ ร่างกายจะย่อยเนื้อสัตว์ออกมาเป็นกรดอะมิโนเดี่ยวๆ แล้วถึงจะดูดซึมไปใช้ประโยชน์"
กลูตาไทโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นตัวเสริมให้สารอาหารบางชนิดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยสร้างและกระตุ้นเอ็นไซม์ในร่างกาย

"เมื่อร่างกายเราสามารถสร้างกลูตาไทโอนได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ต้องเสริมเข้าไปให้ซ้ำซ้อนอีก
และจุดที่อยากเน้นก็คือข้อควรระวัง ในกรณีที่ร่างกายเราได้รับสารอาหารสูงมาก จะไปส่งผลกระทบ กระตุ้น
หรือเปลี่ยนแปลงการดูดซึมยาและสารอาหารอื่น

สิ่งเหล่านี้เรามักจะลืมนึกถึง อย่างเช่น การกินยาปฏิชีวนะบางตัวพร้อมกับนมจะทำให้การดูดซึมยาได้ไม่ดี
การกินสารอาหารที่มีธาตุเหล็กมากเกินไปอาจทำให้ปวดท้องได้ หรือเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก
ควรจะรับประทานพร้อมกับน้ำส้ม หรือผลไม้รสเปรี้ยว หรือวิตามินซี เพราะจะทำให้การดูดซึมเหล็กได้ดีขึ้น"
แต่หากเราต้องการให้ร่างกายเราได้รับสารกลูตาไทโอน รศ.ดร.แก้ว ได้แนะนำให้รับประทานอาหารธรรมชาติ
หรือพืชผักผลไม้แทน

"เมื่อไปตรวจสอบดูก็พบว่า ผลไม้ที่มีกลูตาไทโอนสูงก็คือ แตงโม
จากเนื้อสัตว์ก็มีในตับ...ทุเรียนก็มีกลูตาไทโอนด้วยเช่นกัน แต่ทุเรียนมีพลังงานสูง"รศ.ดร.แก้ว บอกอีกว่า
"เมื่อเรากินแตงโม เราก็จะได้กลูตาไทโอน ซึ่งจะไปช่วยดูแลผิวพรรณ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ
แต่การทำงานของสารตัวนี้ไม่ได้ต้านโดยตรง แต่ไปอยู่ในองค์ประกอบของเอ็นไซม์ที่ต้องทำงานร่วมกับโปรตีน
นั่นคือเราต้องกินโปรตีนให้เพียงพอ"

แต่สิ่งที่กลัวกันก็คือสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่ใช้ในเวลาปลูกแตงโม เนื่องจากมีศัตรูพืชเยอะ
ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรณรงค์และสนับสนุนให้ชาวไร่ปลูกแตงโมปลอดสารพิษ หรือไปรับประทานแตงโม
จากเกษตรอินทรีย์แทน

นอกจากนั้น รศ.ดร.แก้วยังได้กล่าวถึงแป๊ะก๊วยว่าปัจจุบันได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากเช่นกัน

เนื่องจากเข้าใจว่าจะช่วยให้ความจำดีขึ้นหรือช่วยความจำกลับมาได้ว่า "สารสกัดจากแป๊ก๊วยจะมีราคาค่อนข้างสูง
ภายหลังจึงมีการนำใบแป๊ะก๊วยมาชงเป็นชา แต่ดื่มเป็นชาจะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่คาดหวังเพราะเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำ"
หากถามว่าคนปกตินำมาใช้จะทำให้ความจำดีขึ้นหรือไม่
คำตอบคือไม่ใช่


สารสกัดแป๊ะก๊วยเหมาะกับคนที่เป็นโรคความจำเสื่อมจริงๆเนื่องจากเป็นการที่จะทำให้อาการเส้นเลือดในสมองขยายตัว
และไหลเวียนได้ดีขึ้น "มีกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในต่างประเทศแล้วว่า คนไข้ไปรับประทานแล้วไม่ได้แจ้งให้แพทย์รับทราบ
พอเข้าผ่าตัดแล้วเกิดอาการเลือดออกมาก...เลือดไหลไม่หยุด คนไข้ผู้นั้นจึงได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต

แพทย์ในต่างประเทศกลัวกันมากเนื่องจากคนไข้อยู่ในความดูแลของแพทย์ หากคนไข้เป็นอันตราย
แพทย์จะต้องรับผิดชอบ โรงพยาบาลในเมืองนอกจึงต้องให้คนไข้เซ็นต์ชื่อและระบุว่ากินหรือไม่กิน
หรือได้รับสารใดเข้าไปในร่างกายบ้างก่อนบ้างผ่าตัด"

รศ.ดร.นิยดา เสริมว่า "เมื่อมีปัญหาสุขภาพแล้วไปพบแพทย์ จะต้องบอกแพทย์ทุกอย่างว่ากินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ชนิดใดไปบ้าง เนื่องจากมีความสำคัญต่อการรักษาเพราะอาหารเสริมบางตัวทำปฏิกิริยากับยาบางชนิด

คนไข้ส่วนใหญ่คิดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ก็เลยไม่ได้บอกแพทย์ที่ทำรักษา ซึ่งอาจเกิดผลข้างเคียง
หรือการรักษาไม่ได้ผลได้"รศ.ดร.นิยดา อธิบายเพิ่มเติมว่า ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการนำแป๊ะก๊วยมาเป็นสารสกัด
ในลักษณะยา เนื่องจากมีคุณประโยชน์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดได้ดีมาก โดยมีสรรพคุณทำให้เลือดไม่แข็งตัว
และไปขยายเส้นเลือด แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ได้ช่วยให้สมองที่ตายแล้วกลับคืนมาได้ตามที่เข้าใจกัน

 




©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003