มีแต่เวลานี้ที่เป็นจริง
ฉบับนี้มาคุยกันต่อถึงเรื่องความเครียด โดยสาเหตุหลักของความเครียดก็คือ
ความจริงกับสิ่งที่คาดหวังไม่ตรงกัน แต่ถ้าเราสามารถลดความคาดหวังลงให้ใกล้เคียง
กับความจริงมากขึ้น ความเครียดที่มีอยู่ก็จะน้อยลง นี่คือสิ่งที่อาจารย์มานพ ประภาษานนท์
นักกายภาพบำบัดผู้ให้ความสนใจและศึกษาแพทย์องค์รวม แนะนำให้กับสมาชิก
ชมรมเพื่อนธรรมชาติ มูลนิธิสุขภาพไทยได้ฟังกัน
"สมมติว่ามีใครสักคนมาด่าเรา...เราโกรธไหมครับ" อาจารย์มานพตั้งคำถาม
คำตอบมีอยู่แล้วก็คือ ทุกคนไม่ว่าใครย่อมต้องโกรธทั้งนั้น
แต่ปฏิกิริยาตอบโต้ความโกรธของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ระดับความโกรธที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน
"แล้วความรุนแรงของการตอบโต้กลับของเราอยู่ตรงไหน?
เขาด่ามา...เราชกกลับเลย หรือเขาด่ามา...เราด่าตอบ
ถ้าเราอยู่ในระดับที่รุนแรง เราจะลดความรุนแรงลงได้ไหม
หากทำได้...ตัวเราก็มีการพัฒนาขึ้น จิตใจเราก็ดีขึ้น
ที่กล่าวเช่นนี้หมายความว่า เรายังมีความโกรธอยู่นะ แต่เราควบคุมพฤติกรรม
ของเราเอาไว้ นี่คือการพัฒนา แต่การที่พัฒนาได้ จะต้องฝึกฝนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะทำ"
อาจารย์มานพย้ำว่า ความโกรธหรืออารมณ์ไม่พึงพอใจเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย
เป็นอารมณ์ที่หยาบที่สุดของมนุษย์ ฉะนั้น หากเกิดความโกรธขึ้นเมื่อใดต้องขจัดทิ้งไปทันที
จงย้ำกับตนเองไว้ว่า คนที่เครียดก็คือคนที่ทำร้ายตนเอง
ในยามปกติทุกคนรู้ว่า "ความโกรธ"เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีใครอยากโกรธ ไม่มีใครอยากโมโห
แต่เวลาถึงสถานการณ์จริงแล้วมักจะทำไม่ทัน ยับยั้งความโกรธไม่ได้ ความเคยชินเดิมๆ
มักจะผุดขึ้นมา แล้วได้ผลเหมือนเช่นเคย
ทางแก้ก็คือ เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ พัฒนาตนเองให้ได้ ลดความเครียดที่มีอยู่ให้ได้
ด้วยการดึงสติหรือควบคุมสติอยู่เสมอ เมื่อมีสิ่งที่มากระทบเมื่อใด เราก็จัดการกับความคิดนั้นใหม่
"สมมติมีคนมาด่าเรา เราลองคิดว่าการที่เราถูกด่ามีประโยชน์ไหม...คิดดีๆ นะ
สังเกตดูสิว่า คนที่กำลังด่าใครสักคนอยู่นั้น เขาจะไม่อำพรางความจริงเลย ไม่ดีอย่างไร
พูดออกมาหมด!การเปลี่ยนความคิดก็คือ ช่วยให้คนที่กำลังด่านั้นระบายความเครียด
เพราะขณะที่คนกำลังด่า ประสาทเขาจะเครียดเขม็งเลย ถ้าเราใจเย็น..
.เราก็ช่วยเขาให้เขาคลายความเครียด
หรืออีกประการหนึ่งนึกถึงข้อดีที่ว่าคนที่ด่าเราเป็นคนจริงใจ ชี้สิ่งที่ไม่ดีให้เราเห็น
ถ้าเราตั้งใจฟังสักหน่อยว่าที่พูดที่ด่ามาจริงหรือไม่ ถ้าจริงเราก็นำไปปรับปรุงแก้ไข
แต่ถ้าไม่จริงหรือไม่ถูกต้องก็ต้องอธิบาย แต่การอธิบายก็ต้องดูอารมณ์เขาด้วยว่า
เขาหายเครียดหรือยัง ถ้าเขายังเครียดอยู่เราก็ยังไม่เข้าไปเจรจา รอให้เขาใจเย็นก่อน
ถ้าอธิบายแล้วเกิดยังไม่เข้าใจ ก็ต้องปล่อย ถือว่าเราทำได้ดีที่สุดแล้ว ให้คิดว่า
เป็นเรื่องของเขาแล้ว เขาอยากโกรธเราก็โกรธไป อยากเครียดก็เครียดไป
แต่เราไม่โกรธตอบนะ"การที่เราไม่โกรธตอบเพื่อปกป้องตนเองจากความเครียด
ซึ่งอาจารย์มานพเน้นย้ำอยู่เสมอว่า คนเราต้องรักตัวเอง
การรักตัวเองก็คือ อย่าให้ตนเองมีความทุกข์ เมื่อมีทุกข์เมื่อใด เมื่อนั้นต้องรีบแก้ไขทันที
อย่าไปบอกว่า ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร แล้วก็เก็บความทุกข์ไว้กับตนเอง
"ถ้าเรายอมรับว่าจำเป็นต้องอยู่กับความทุกข์ เราก็จะทน เราก็จะไม่แก้ไข
หรือไม่หาหนทานหนีจากความทุกข์นั้น ผมไม่อยากให้ทน...ถ้าเป็นผม ผมไม่ทน
มีทุกข์มาต้องแก้ แก้ให้หายทุกข์ แล้วแก้ทันทีเลย"
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่อาจารย์มานพฝากมาบอกก็คือ เรื่องของเวลา...
คนมักจะไปเกาะติดกับเวลาที่ทำให้เกิดทุกข์ที่จริงไม่มีเวลาอื่นใดเลย...
เวลาที่เป็นจริงคือเวลานี้เท่านั้น
คนเรามักจะคิดถึงความสุขในอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมา และกังวลต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ทำให้ ณ ปัจจุบันนี้...เวลานี้...เดี๋ยวนี้ เรามีความทุกข์
"คนเราไปทุกข์เพราะอดีตกับอนาคตกันมาก กลับไม่รู้ว่าปัจจุบันอยู่ตรงไหน
แต่ชีวิตคนเรามีแค่ตรงนี้เท่านั้นเอง ไม่มีเวลาอื่นที่เป็นจริงอีกแล้วในโลกนี้
ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันได้ มีสติอยู่กับตัว มีสติรู้ว่าเวลานี้สุข เวลานี้ทุกข์ แล้วจะแก้ไขอย่างไร
จะพัฒนาตนเองอย่างไร ค่อยๆคิดไป...ทำไป...แก้ไข...พัฒนาไป
หากทำเช่นนี้ได้ ความเครียดก็จะน้อยลงที่สำคัญอย่าไปสนใจกับผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรา
ให้มากนัก เขาจะเข้าใจเราว่าเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา เราเป็นของเราอย่างนี้
ไม่ได้อยู่ที่ปากของคนอื่น ขอให้รู้ว่าตัวเราเป็นอย่างไร เราจะทำให้ชีวิตเราพัฒนา
ทางด้านจิตใจดีกว่าเดิมได้แค่ไหน ตรงนี้ที่สำคัญกว่า แม้ความเครียดในวันนี้ยังมีอยู่
แต่ก็จะเป็นหนทางนำไปสู่การลดลงของความเครียดในวันพรุ่งนี้และวันต่อๆไปได้"










