นักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นเยาว์ หัวใจสมุนไพร
มูลนิธิสุขภาพไทย
เห็นว่าใกล้สอบปลายภาคต่อด้วยปิดเทอมใหญ่กันแล้ว ก่อนที่เด็กๆ จะได้สนุกสนานกับการปิดเทอม และผู้ปกครองที่ชอบส่งลูกเข้าค่ายไปถึงเมืองนอกเมืองนา อาจเกิดไอเดียทำค่ายเรียนรู้เองที่บ้าน ลองมาฟังเรื่องราวผลงานของนักเรียนในจังหวัดต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า จากความร่วมมือของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กับ สสส. สำนักเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม
ผลงานของนักเรียนได้ทดลองทำเสร็จไปแล้ว และจำนวนมีมากมายนับร้อยโครงงาน พบว่ามีผลงานเกี่ยวข้องกับสมุนไพรหลายสิบโครงงาน ซึ่งทางมูลนิธิสุขภาพไทยขอหยิบยกที่โดนใจ และเห็นถึงการใช้มุมมองและรู้จักเลือกประเด็นในการทดลอง สำรวจ มาจากปัญหาใกล้ตัวจนหาทางแก้ ดังเช่น โครงงานประเภททดลองประดิษฐ์ จากโรงเรียนขุนยวมวิทยา จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดย นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ม. 4 นางสาวขวัญฤดี รู้ดีระดับ นางสาวจิรัสยา เนื้อนวลจันทร์ และนางสาวชิษณุชา ชัยวุฒิ
ชื่อโครงงาน “แผ่นรองเท้าคู่ใจ” คงเพราะนักทดลองเจอกับกลิ่นอับเหม็นของรองเท้าเพื่อนๆ ในชั้นเรียน จึงอยากค้นหาผลิตภัณฑ์อะไรบางอย่างมาช่วยลดกลิ่นอับชื้นในรองเท้า ที่มีวางขายในตลาดมักเป็นผงถ่านจากกะลาที่ช่วยดูดกลิ่นอับ แต่นักเรียนกลุ่มนี้ลองหาวัสดุใกล้ตัวมาทดลอง เลือกส้มเขียวหวานที่เป็นผลไม้ยอดนิยมกินกันบ่อย กินแล้วทิ้งเศษเปลือกส้มจำนวนมาก ในขณะที่เปลือกส้มมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่พืชสร้างขึ้น มีกลิ่นหอม ระเหยง่าย และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด

นักวิทยาศาสตร์น้อยต้องการศึกษาว่าน้ำมันผิวส้มมีผลช่วยดับกลิ่นในรองเท้าหรือไม่ ก็ปรึกษาอาจารย์ให้เป็นตัวช่วยในการนำเปลือกส้มมาสกัดน้ำมันหอมระเหย เพื่อใช้เป็นน้ำหอมกลิ่นส้ม จากนั้นนำน้ำมันหอมจากส้มผสมกับแอนตี้เซปติก (คอสเมติกแอลกอฮอล์) ในอัตราส่วน 70 : 30 แล้วหยดลงบนแผ่นวางรองเท้าที่ทำมาจากผ้าเย็นที่ใช้แล้ว นำไปวางในรองเท้าเพื่อดับกลิ่น แล้วยังทำการสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้จำนวน 100 คน พบว่าร้อยละ 97 มีความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ แม้ว่าเป็นการทดลองอย่างง่ายๆ ยังไม่ได้ศึกษาว่าแผ่นดับกลิ่นส้มจะใช้ได้นานแค่ไหน แต่ก็ถือว่ามันสมองและการพยายามคิดค้นเป็นเรื่องน่าชื่นชม
โครงงาน “การดูดซับน้ำมันจากวัสดุธรรมชาติ” โดยนายทิพย์ชัย กรีฑาวัน นางสาวเบญจพร บัวกล้า นางสาวเนืองนิตย์ จ้อยประดิษฐ์ มัธยมศึกษาตอนปลายม.5 โรงเรียนสบเมยวิทยาคม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เด็กกลุ่มนี้ตั้งโจทย์มาจากปัญหาในชุมชนบ้านสบเมย ที่ไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสีย เมื่อน้ำมันจากอาหารที่เหลือใช้ เช่น แกงหรืออาหารประเภทผัดที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบเทลงบนพื้นดิน จะทำให้ดินเสื่อมสภาพไม่สามารถเพาะปลูกได้

จึงทำการทดลองหาวัสดุพืชธรรมชาติมาดูดซับน้ำมันจากน้ำเสียภายในบ้าน โดยเลือก ใยมะพร้าว ก้านตูน ก้านบอน ก้านกล้วยและก้านบัว นำวัสดุทั้งหมดมาทำให้แห้งก่อน แล้วนำมาทดลองแช่ในน้ำที่ผสมกับน้ำมัน พบว่าวัสดุจากธรรมชาติที่นำมาดูดซับน้ำมันได้ดีที่สุดคือ ใยมะพร้าว รองลงมาคือ ก้านบัว ก้านบอน ก้านตูนและก้านกล้วย
นักทดลองกลุ่มนี้ยังอยากรู้อยากเห็นอีกว่า ถ้านำวัสดุที่ซับน้ำมันได้ดีที่สุดไปทดลองเป็นเชื้อไฟ โดยเปรียบเทียบกับเกี๊ยะ และเชื้อไฟจากไม้สักที่ชาวบ้านใช้กันทั่วไปในชุมชน แล้วลองนำไปหาพลังงานความร้อนโดยนำไปต้มน้ำ 50 ml ให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นจากเดิม 50 องศาเซลเซียส เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเกี๊ยะ และเชื้อไฟจากไม้สัก ปรากฏในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า ใยมะพร้าวที่ดูดซับน้ำมันติดไฟได้เร็วและนานที่สุด ลองลงมาคือเกี๊ยะ และเชื้อไฟจากไม้สัก ลองจินตนาการเล่น เด็กกลุ่มนี่โตขึ้นอาจเป็นผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เลย เพราะพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนอย่างแท้จริง
มาถึงโรงเรียนอนุบาลปาย(เวียงใต้) อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอยอดฮิตของนักท่องเที่ยว
ชาวไทยและต่างชาติ จนทำให้เกิดข้อถกเถียงในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างมาก แต่เด็กมัธยมต้น 3 สาว
เด็กหญิงพฤกษ์ศิกา เลิศพิจารย์นิติ เด็กหญิงสุรีย์ฉาย จ่านยิ่ง เด็กหญิงสุภาวดี แพร่ทอง ต้องค้นหาภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำโครงงาน “พิชิตยุงลายด้วยกระชายเหลือง” งานนี้ เริ่มต้นคล้ายผลงานดังๆ ของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เพราะเริ่มจากการสังเกตแล้วนำไปสู่การทดลอง เพราะนักทดลองรุ่นเยาว์ พฤกษ์ศิกา เลิศพิจารย์นิติ ที่เคยถูกยุงกัดตอนหัวค่ำในขณะที่กำลังขุดกระชายเพื่อไปทำขนมจีนน้ำยา จึงลองนำกระชายมาทาบริเวณผิวหนัง สังเกตเห็นว่ายุงไม่มากัดอีกเลย จึงคิดว่ายุงต้องไม่ชอบกระชาย แต่กระชายสามารถกำจัดยุงลายพาหะร้ายไข้เลือดออกได้หรือไม่ต้องทดลอง !

โดยนำเหง้าของกระชายมาโขลกคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปทดสอบกับลูกน้ำยุงลาย โดยใส่น้ำกระชาย 1-5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ต่อน้ำขังยุงลาย 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร ปรากฏว่าการศึกษานี้ไม่ประสบผลสำเร็จ (เหมือนนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกเช่นกัน ล้มเหลวนับพันครั้ง) น้ำกระชายไม่สามารถฆ่ายุงลายได้
แต่เมื่อนำน้ำกระชายปริมาณ 3 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใส่ภาชนะปิดด้วยถุงพลาสติกที่กักขังยุงลายไว้ สังเกตในเวลา 5,10,25 นาที พบว่า ยุงมีการตอบสนองต่อกลิ่นน้ำกระชาย โดยในระยะแรก ยุงจะบินว่อนไปมาไม่ยอมเกาะ คล้ายมีอาการเมา เคลื่อนไหวช้าลง ในที่สุด บินไม่ขึ้น เกาะนิ่งอยู่กับที่ เด็กๆสรุปว่า น้ำกระชายไม่สามารถกำจัดลูกน้ำยุงลายได้ แต่น้ำคั้นกระชายมีน้ำมันหอมระเหยที่ยุงไม่ชอบ จึงใช้ทาไล่ยุงได้ จึงนำไปประยุกต์ใช้ในชุมชนได้ดีเพราะกระชายเป็นพืชสมุนไพรที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น
แต่มีโครงงานอีกชิ้นหนึ่งที่อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ ทดลองพบว่า สมุนไพรสามารถกำจัดลูกน้ำได้ ให้ผู้อ่านทายว่าชนิดใด ใบกระเพรา ใบชะอม ใบชะพลูหรือใบขี้เหล็ก ? ติดตามเฉลยฉบับหน้าจ๊ะ.










