บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ.2549 (บัญชียาหลักแห่งชาติ) เพื่อชีวิตพอเพียงและเป็นไท
เมืองไทยของเรามีการจัดทำบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชีหลักแห่งชาติครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2542 แต่ถ้าผู้อ่านสนใจประวัติศาสตร์วงการสาธารณสุขไทย ก็ขอย้อนรำลึกเพื่อบันทึกไว้ในความทรงจำที่ดีว่า ในปี พ.ศ.2524 ปีที่นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสมัยนั้น และเป็นประธาน “ คณะกรรมการกลางเพื่อจัดทำนโยบายแห่งชาติทางด้านยา ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการประกาศใช้ นโยบายแห่งชาติด้านยา พ.ศ. 2524 เป็นฉบับแรก โดย กำหนดให้การใช้ยาของสถานบริการสาธารณสุขระดับต่างๆ เป็นไปตามรายการยาในบัญชียาจำเป็นและสูตรตำรับยาแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการใช้ยาให้เหมาะสม ตลอดจนให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาของประเทศให้พึ่ง ตนเองได้ และค้นคว้าอย่างจริงจัง ให้ทราบศักยภาพด้านการบำบัดรักษาโรคของยาแผนโบราณเพื่อนำไปใช้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
จาก พ.ศ.2524 เป็น พ.ศ.2542 ตัวเลข 2 กับ 4 สลับกันนิดเดียว ผ่านไป 20 ปีกว่า วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลจะออกดอกผลจนได้บัญชียาจากสมุนไพรอย่างเป็นรูปธรรมก็นับว่า “ มาช้าดีกว่าไม่มา ”
บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2542 มีตำรับยาหรือเรียกว่ายาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม รวม 3 สูตรตำรับ และยาจากสมุนไพรที่มีการพัฒนารูปแบบเป็นสูตรยาเดี่ยวอีก 5 ชนิด รวมเบ็ดเสร็จ 8 สูตร คือ (1)ยาประสะมะแว้ง (2)ยาแก้ไข้ (3)ยาประสะไพล (4)ขมิ้นชัน (5)ฟ้าทะลายโจร (6)ชุมเห็ดเทศ (7)พญายอ (เสลดพังพอนตัวเมีย) และ(8)ไพล
มาถึงปลายปี พ.ศ.2549 ผ่านไปหมาดๆ แฟนคลับสมุนไพรได้เฮ เมื่อคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ได้ประกาศบัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ.2549 เพิ่มเติม ซึ่งยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเช่นเดิม คือ กลุ่มสมุนไพรที่ใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม มีทั้งสิ้น 11 ตำรับ กลุ่มที่สอง บัญชียาพัฒนาจากสมุนไพร จำนวน 8 รายการ รวมกันแล้ว 19 รายการ ซึ่งมากกว่าปี พ.ศ. 2542 ซึ่งมีเพียง 8 รายการเท่านั้น
ก่อนที่จะลงในรายการยาจากสมุนไพร อยากให้ทุกท่านได้เข้าใจเบื้องลึกและแนวคิดสำคัญที่ประเทศของเราจำเป็นต้องมีบัญชียาหลักแห่งชาติเกี่ยวกับยาจากสมุนไพรสัก เล็กน้อย เพราะเวลาเราเลือกใช้จะได้ภูมิใจในการช่วยกันฟื้นฟูและส่งเสริมอย่างเข้าอก เข้าใจเต็มที่
เริ่มจากเราต้องยอมรับว่า ระบบการแพทย์ที่ช่วยเยียวยารักษาหรือใช้ในการป้องกันโรคต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมของทุกประเทศ ไม่ว่าประเทศรวยหรือยากจน ต่างมีลักษณะที่เรียกกันว่า การแพทย์พหุลักษณ์ ( pleuralistic medicine) คือ การมีระบบการแพทย์ที่หลากหลายผสมผสานอยู่ในสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป ถ้าจะแบ่งออกเป็นระบบใหญ่ได้ 2 ระบบ คือ ระบบการแพทย์แผนตะวันตก (western medicine) หรือเรียกกันติดปากว่า ระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน (modern medicine) กับระบบการแพทย์ดั้งเดิมหรือการแพทย์ท้องถิ่น หรือเรียกว่า ระบบการแพทย์พื้นบ้าน (traditional medicine) ระบบการแพทย์แบบหลังนี้ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ซึ่งได้รวมระบบการแพทย์แผนตะวันออก เช่น การแพทย์จีน อายุรเวทของอินเดีย ฯลฯ ไว้ด้วย และยังมีระบบการแพทย์อื่นๆ ที่เรียกกันรวมๆ ว่า การแพทย์ทางเลือก ( alternative medicine) ด้วย
ข้อแตกต่างสำคัญของ 2 ระบบใหญ่ คือ การแพทย์แผนปัจจุบันมีลักษณะแก้ปัญหาแบบกลไก (mechanical) เช่น เจ็บป่วยตรงไหนก็แก้ไขอวัยวะนั้น แต่การแพทย์พื้นบ้านจะใช้การแก้แบบองค์รวม (holistic) เช่น ความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากการเสียสมดุลของธาตุทั้งสี่ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) หรือความแปรปรวนของฤดูกาล อายุ สิ่งแวดล้อม อาหารการกิน การแก้ไขจะใช้ยาสมุนไพรเพื่อปรับธาตุให้คืนสู่สมดุล และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม งดของแสลง เป็นต้น
ดังนั้นการใช้ยาจากสมุนไพร โดยเฉพาะตำรับยาหลายชนิดจึงไม่ได้มุ่งไปแก้ที่โรคหรืออาการนั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับสมดุลของร่างกายโดยรวม หรือในบางครั้งที่พบว่า ยาสมุนไพรชนิดหนึ่งๆ ยังไม่สามารถค้นพบสารสำคัญในการออกฤทธิ์เพื่อแก้โรคนั้นๆ ได้ แต่พบว่าชาวบ้านที่ใช้กันมาเนิ่นนานเมื่อกินยาชนิดนี้แล้วสามารถบำบัดโรคภัย ไข้เจ็บนั้นๆ ได้ดี การส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรเท่ากับการส่งเสริมให้ทัศนคติเรื่องการดูแล สุขภาพเปลี่ยนได้
จากการปล่อยให้ร่างกายทรุดแล้วไป ” ซ่อม ” เป็นส่วนๆ ต้องกลับมาคำนึงถึงคำว่า “ ชีวิตสมดุล ” ทั้งการกินอาหาร พฤติกรรมต่างๆ และเคารพระบบนิเวศน์ด้วย
อันที่จริงยังมีเหตุผลสำคัญอีกอย่างน้อย 2 ประการที่คนไทยต้องช่วยกันหันมาใช้ยาจากสมุนไพรคือ เรื่องของเศรษฐกิจชุมชน และป้องกันผลกระทบจาก FTA (Free Trade Agreement) หรือข้อตกลงเขตการค้าเสรี ซึ่งจะมาขยายความในฉบับต่อไป
ผู้อ่านคงอยากรู้แล้วซิว่า บัญชียาจากสมุนไพร ฉบับล่าสุดมีอะไรบ้าง
กลุ่มที่ 1 ยาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เดิม แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มโรคหรืออาการ คือ
1) ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต หรือภาษาแพทย์ไทยเรียกว่าแก้ลม มี 2 ตำรับ คือ ยาหอมเทพจิตร และยาหอมนวโกฐ
2) ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร มี 3 ตำรับ คือ ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ยาธาตุบรรจบ ยาเหลืองปิดสมุทร
3) ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา มี 1 ตำรับ คือ ยาประสะไพล
4) ยาแก้ไข้ มี 3 ตำรับ คือ ยาแก้ไข้ห้าราก ยาเขียวหอม ยาจันทน์ลีลา
5) ยาแก้ไอและขับเสมหะ มี 1 ตำรับ คือ ยาประสะมะแว้ง

ขมิ้นชัน ขิง บัวบก
กลุ่มที่ 2 เรียกว่า ยาพัฒนาจากสมุนไพร มี 8 ชนิด คือ ฟ้าทะลายโจร แก้เจ็บคอ แก้หวัด แก้ท้องเสีย(ไม่ติดเชื้อ) ขมิ้นชัน แก้อาการแน่นจุกเสียด ขิง แก้ท้องอืด จุกเสียด แก้คลื่นไส้ อาเจียน เมารถเมาเรือ ชุมเห็ดเทศ แก้อาการท้องผูก พญายอ แก้เริม งูสวัด แก้ผดผื่นคัน ลมพิษ และถ้าทำเป็นรูปแบบยาป้ายปาก ใช้แก้แผลในปากได้ ไพล แก้อาการบวม ฟกช้ำ เคล็ดยอก พริก แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และ บัวบก ใช้เป็นครีมสมานแผล
ฉบับหน้าจะหยิบยกตำรับยา และสมุนไพรจากบัญชียาหลักมาลงรายละเอียด ระหว่างนี้หากจำเป็นต้องใช้ยา กระซิบถามแพทย์ขอให้จ่ายยาจากสมุนไพรมาใช้แก้อาการต่างๆ ข้างต้นไปพลางๆ ยาจากบัญชียาหลักแห่งชาติ เบิกจากระบบสวัสดิการได้ทุกค่าย ทุกกองทุนจ๊ะ
โดย กองบรรณาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย










