ยาหอม : ตำรับยาไทยแท้แก้โรคหัวใจ
มูลนิธิสุขภาพไทย
สำหรับคนไทยที่ย่างก้าวสู่วัยทอง ย่อมเป็นที่รู้กันว่าเป็นวัยที่ “เลือดจะไปลมจะมา” ผู้หญิงเข้าใจภาวะความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนี้ดีกว่าผู้ชาย เพราะเมื่อเข้าสู่วัย 40 ขึ้นไป ผู้หญิงทุกคนต้องเผชิญกับภาวะหมดโลหิตประจำเดือน เริ่มจากมาไม่ตรงเวลา มาบ้างไม่มาบ้าง จากนั้นก็ไม่มาอีกเลย
ในทางแพทย์แผนไทย โลหิตคือธาตุน้ำที่บำรุงหล่อเลี้ยงให้ความชุ่มฉ่ำแก่ชีวิต ในช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 32 พ้นจากนี้ไปไม่ว่าหญิงหรือชายย่อมต้องเข้าสังกัดกองธาตุลมทั้งนั้น ธาตุลมมี 2 ลักษณะ คือ ลมกองหยาบ (โอฬาริกวาตา) กับลมกองละเอียด (สุขุมวาตา) สำหรับลมกองแรก นั้นก็คือลมที่ก่อให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ซึ่งเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย ถ้าจะแก้ลมกองหยาบก็ต้อง ใช้ยาสมุนไพรรสร้อน อย่างเช่น พริกไทย ดีปลี ขิง ข่า หอม กระเทียม เป็นต้น
ส่วนอาการที่เกิดจากลมกองละเอียดนั้น คือ ใจสั่น แน่นหน้าอก หน้ามืด ตาลาย วิงเวียนศีรษะ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเฉพาะกับชาววัยทอง ในคัมภีร์ชวดารของแพทย์แผนไทย กล่าวว่า อาการเหล่านี้ เกิดขึ้นจาก “หทัยวาตะ” ซึ่งเป็นลมที่แล่นอยู่ในหัวใจ อาจทำให้หัวใจวายถึงสิ้นชีวิตได้ การที่จะระงับลมกองละเอียดอย่างเช่น หทัยวาตะ นี้ ต้องใช้ยารสสุขุม คือยาที่รสไม่ร้อนและเย็นจนเกินไป เป็นรสกลางๆ มีกลิ่นหอม ได้แก่ ตำรับยาที่เข้าสมุนไพร จำพวกดอกไม้ต่างๆ เครื่องเทศที่ไม่ร้อน เช่น อบเชย หรือยาที่เข้าโกฐ เทียนต่างๆ กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด พิมเสน เปลือกส้มต่างๆ เป็นต้น
สมุนไพรเหล่านี้ เมื่อรวมเข้าเป็นตำรับแล้ว เรียกว่ายาหอม ในคัมภีร์แพทย์แผนไทยกล่าวถึงยาหอมที่ มีชื่อเสียงเก่าแก่ไว้หลายสิบตำรับ ซึ่งล้วนแต่มีชื่อไพเราะเพราะพริ้ง ได้แก่ ยาหอมจิตรารมณ์ ยาหอมพรหมอุทิศ ยาหอมกล่อมอารมณ์ ยาหอมปทุมผล ซึ่งแก้ลมตรีโทษอันบังเกิดในหทัยวัตถุ (หัวใจ) คือ แก้หัวใจวายนั่นเอง นอกนั้นก็มียาหอมที่ช่วยบำรุงหัวใจ แก้อาการ ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ แก้ลม วิงเวียน หน้ามืดตาลาย เช่น ยาหอมเทพจิตร ยาหอมทิพโอสถ ยาหอมอินทจักร์ ยาหอมนวโกฐ ยาหอมเบญจโกฐ ยาหอมนารายณ์รักษา ยาหอมอาลัย ยาหอมชูชีพ ยาหอมแท่งทอง ยาหอมชื่นอารมณ์ ยาหอมอารมณ์สำราญ ยาหอมเทพบรรทม ยาหอมเรณู ยาหอมครอบจักรวาฬ เป็นต้น ยาหอมแต่ละตำรับ เข้าตัวยาสมุนไพรนับสิบชนิด บางชนิดอาจจะเป็นยารสเผ็ดร้อนก็ได้ เช่น พริกไทย ดีปลี ขิง ข่า แต่เมื่อเข้าเป็นตำรับแล้ว จะประกอบด้วยยาที่มีรสสุขุมมากกว่า และเป็นตำรับยาที่มีกลิ่นหอมเย็นใจ
ยกตัวอย่าง ยาหอมจิตรารมณ์ ประกอบด้วย ตรีผลา (สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม) เปลือกผลส้ม 8 อย่าง ขอนดอก กฤษณา กระลำพัก ชะลูด อบเชย ชะเอมเทศ ชะเอมไทย ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสาระภี ดอกมะลิ ผลจันทน์ ดอกจันทน์ เทียนทั้ง 5 โกฐพุงปลา เปราะหอม ชะมดเชียง ผลสะเดาอ่อน กระแจะตะนาว พริกไทยล่อน การบูร พิมเสน
จะเห็นได้ว่า สมุนไพรแต่ละชนิดในตำรับยาหอม ไม่มีอันตรายใดๆ ส่วนใหญ่ ก็เป็นดอกไม้และของหอมต่างๆ ล้วนแต่ช่วยให้ชุ่มชื่นหัวใจทั้งนั้น
มีคำถามว่า จำเป็นไหมที่ตำรับ ยาหอมต้องประกอบด้วยสมุนไพรมากมายหลายชนิด เหมือนสูตรโบราณ ตอบได้ว่าไม่จำเป็น เราอาจจะปรุงสูตรขึ้นเอง โดยเลือกสมุนไพรที่มีรสสุขุม กลิ่มหอมสัก 3 ชนิด เช่น อบเชย ผิวส้มเขียวหวานแห้งและดอกมะลิแห้ง ที่ไม่ปนเปื้อนยาแมลง เอามาอย่างละเท่าๆ กัน แทรกพิมเสนนิดหน่อย นำมาบดให้เป็นผลละเอียด เท่านี้ก็ได้ยาหอมตำรับใหม่ รสสุขุม ชงกับน้ำร้อนดื่มบำรุงหัวใจ ให้สดชื่น

ดอกมะลิ เปลือกส้มเขียวหวาน
ถ้าไม่ชอบสูตรนี้จะลองสูตรใหม่ก็ได้ เช่น ผิวส้มจีนแห้ง ผิวมะกรูดแห้ง อย่างละเท่าๆ กัน แทรกพิมเสนนิดหน่อย บดให้เป็นผง ชงน้ำร้อนดื่มก็ให้ความสดชื่นไม่แพ้กัน
ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยของเรา ร่ำรวยด้วยตำรับยาหอมมากมายหลายชนิดนี่เอง จึงทำให้ผู้สูงอายุของไทยแต่ก่อนมีสุขภาพหัวใจที่ดี มีอารมณ์แจ่มใส อย่าให้ข่าวด้านลบเกี่ยวกับยาหอมมาทำลายความดีของยาหอมที่คู่สังคมไทยมาช้านาน มิฉะนั้นคนสูงอายุของเราก็จะไม่มียาบำรุงหัวใจไทยทำ ราคาย่อมเยาไว้ใช้ต้องไปพึ่ง ยาบำรุงหัวใจของฝรั่งราคาแพง ดังนั้นเพื่อหัวใจดีมีสุข มารณรงค์ให้ใช้ยาหอมในหมู่ประชาชนและนักการเมือง (ผู้สูงอายุ) กันเถอะ










