เที่ยวไทยครึกครื้น ภูมิปัญญาไทยคึกคัก
มูลนิธิสุขภาพไทย
ปิดเทอมใหญ่ พ่อแม่ผู้ปกครองลาพักร้อน (ร้อนจริงๆ) พาลูกหลานท่องเที่ยวได้ทั่วไทย แต่คนไทยส่วนใหญ่ชอบไปไหนตามๆ กันตามกระแสประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยว หลังจากเจาะเมืองเชียงใหม่จนทะลุ แล้วเลยไปย่ำเมื่องปายกันราบเรียบแล้ว เวลานี้เมืองน่านกำลังเป็นคิวถัดไป แล้วด้วยภารกิจงานเจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขภาพไทย ได้มีโอกาสเดินทางไปเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสงบ เรียบง่าย และหมายตาภาพวาดคู่ชายหญิง“กระซิบบันลือโลก” บนผนังที่วัดภูมินทร์ ถิ่นเมืองน่านมีเสน่ห์อย่างยิ่ง
วันที่เดินทางไปอากาศยามเช้ายังเย็นสบาย มุ่งหน้าอำเภอปัว แต่พอสายๆ ความร้อนไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนกันไม่ว่ากรุงเทพฯ หรือที่ไหนๆ สิ่งที่ไปพบเห็นและร่วมเรียนรู้กิจกรรมผู้สูงอายุ ที่บ้านร้องแง ตำบลวรนคร โดยการทำงานของชุมชนกับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวบวกด้วยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่มีคุณค่าในการรื้อฟื้นภูมิปัญญาในด้านต่างๆ กลับมาในโลกปัจจุบัน โดยส่งเสริมผู้สูงอายุให้รวมกลุ่มทำกิจกรรม เช่น การออกกำลังกาย การรำวง การทำอาหารและขนมพื้นบ้าน การทอผ้า รวมทั้งเรื่องการใช้สมุนไพรด้วย
ทำให้เกิดการค้นหาหมอยาพื้นบ้าน และการผลิตลูกประคบสมุนไพร จึงช่วยให้เกิดการส่งเสริมการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ทั้งที่นำมาเป็นยาสมุนไพรและเพื่อความร่มรื่น ผู้สูงอายุมีความภูมิใจกันมากที่ได้ต้อนรับคณะเดินทาง และสุขใจที่ได้เล่าเรื่องราววิถีชีวิตในชุมชนของตนเอง
หลังจากร่วมกิจกรรม เดินทางเที่ยวขับรถขึ้นเขาชมดอก “ชมพูภูคา” อันงดงาม แล้วต่อไปไม่ไกลนัก ถึงอำเภอบ่อเกลือ ชื่อชุมชนบอกประวัติศาสตร์ความเป็นมา บ้านนี้มีบ่อเกลือโบราณย้อนอายุไปได้กว่า 800 ปี บ้านใดมีบ่อเกลือแสดงว่ามีชุมชนวัฒนธรรมสืบต่อมานาน และเป็นแหล่งการค้าขายที่สำคัญในอดีต ปัจจุบันยังพบชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมนำน้ำเกลือมาต้มจนกลายเป็นเกลือไว้ใช้และขายกันทั่วไป
ที่น่าสนใจท่ามกลางการท่องเที่ยวคือ ชุมชนนี้มีการนำสมุนไพรมาแปรรูป โดยเฉพาะมะขามป้อม โดยทั่วไปต้นมะขามป้อมจะขึ้นตามธรรมชาติ เข้าใจว่าป่ายังอุดมสมบูรณ์ ที่ชุมชนนี้จึงมีต้นมะขามป้อมจำนวนมาก ชาวบ้านละแวกบ่อเกลือ จึงนำมาแปรรูปไว้จำหน่าย เสริมรายได้ดีกว่าปล่อยให้ผลมะขามป้อมร่วงหล่นไปเปล่าๆ คณะของมูลนิธิฯ จึงอุดหนุนมะขามป้อมผง นำมาชงดื่ม รสชาติชุ่มคอ สรรพคุณแก้ไอ ไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆ แต่อยากอุดหนุนเศรษฐกิจชุมชน มะขามป้อมผงชงดื่มแก้วนี้ รสชาติใช้ได้ทีเดียว และช่วยให้ชุ่มคอมาก
ถัดจากร้านมะขามป้อมผง เดินช็อปต่อพบว่ามีสมุนไพรชนิดอื่นที่พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย นำมาวางให้เลือกซื้อเลือกหา อีก 2 ขนาน ขนานที่ 1 เป็นวัฒนธรรมทั่วไปของชาวบ้านที่ใช้ยาบำรุงกำลัง หรือช่วยให้ร่างกายแข็งแรง กินอาหารได้หรือเจริญอาหาร ประกอบด้วยพืชสมุนไพรในท้องถิ่นล้านนา คือ พญาเสือโคร่ง(ใช้ต้น) มะเขือแจ้ป่าแพะ(ใช้ต้น) ฝาง(เครือ) สะค้านขึ้นผา(เครือ) หัวยาข้าวเย็น ฮ้อสะพายควาย(ต้น) โด้งสะเด็น(ต้น) ยาขนานนี้โบราณท่านให้นำมาดองกับเหล้า แต่คนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากดื่มแอลกอฮอล์ ตามภูมิปัญญาท่านสว่าสามารถนำมาต้มน้ำดื่มกินได้ ให้กินวันละ ๒ มื้อ เช้าเย็น ขนานที่ 2 คือ ใบกาสามปีกผสมกับหัวยาข้าวเย็นตำรับนี้ชาวบ้านมีติดครัวเรือนใช้แก้ไข้ และช่วยบำรุงกำลัง ทำให้กินข้าวได้เช่นกัน ที่น่าศึกษาคือ ต้นกาสามปีก
จากหนังสือบันทึกน้ำใจ ซึ่งจัดทำในดิถีครบรอบ ๙๖ ปี ของ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว คุณหมอแผนไทย สันติสุข โสภณสิริ ได้พูดถึงต้นกาสามปีกที่เกี่ยวพันกับประสบการณ์ของคุณหมอเสมไว้ตอนหนึ่งว่า “ วีรกรรมของท่านตอนอยู่เชียงรายมีมากมาย โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านเสี่ยงภัยช่วยเหลือพาพวกมิชชันนารีและชนชาติฝ่ายสัมพันธมิตร ให้เล็ดลอดหนีเงื้อมดาบซามูไร ไปสู่ที่ปลอดภัยในแดนพม่าสู่อินเดีย และบรรดาทหารหาญที่ขึ้นไปรบเชียงตุงหรือสหรัฐไทยเดิมในตอนนั้น ที่ท่านต้มให้กินแทนยาควินิน ซึ่งขาดแคลนในยามสงคราม นายทหารคนสำคัญที่เคยลิ้มรสขมของยาต้มสมุนไพรในเวลานั้น ได้แก่ พ.ต. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ร.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ ร.ต.สมบูรณ์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นชาติชาย) ชุณหะวัณ” เป็นหลักฐานคอนเฟิร์มประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยว่าเยี่ยม ใช้แก้ไข้ และไข้มาเลเรียได้
แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่สงครามรบราฆ่าฟันและสงครามกับโรคต่างๆ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การแพทย์สมัยใหม่และยาสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้น แต่การแพทย์พื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ยังมีความสำคัญไม่น้อย หากสามารถหนุนเสริมเกื้อกูลกันและกัน น่าจะช่วยให้สุขภาพของเราดียิ่งๆ ขึ้น ดังตำรับยาใบกาสามปีกที่ผสมกับหัวยาข้าวเย็น ที่พ่ออุ๊ยคนหนึ่งกำลังนั่งจักตอกอยู่ใกล้ๆ เล่าว่า “แม้แต่คนที่ไปโรงพยาบาลหาหมอมาแล้ว ก็เอายานี้ต้มกิน ก็กินข้าวได้ ฟื้นตัวเร็ว” ไม่น่าเชื่อว่า แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใน จ.น่าน นอกจากร่ำรวยทรัพยากรป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์แล้ว ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านต่าง โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพตนเองด้วยการใช้สมุนไพร ก็ยังสืบสานดำรงอยู่ ข้อน่ากังวลของการท่องเที่ยว และวงการสมุนไพร เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ คนต่างถิ่น เข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ทำลายรากวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันสงบเย็นและเกื้อกูลกันลงไป การท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพเกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมอย่างยิ่ง หากส่งเสริมท่องเที่ยวก็ขอให้คำนึงถึง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่สามารถพึ่งตนเองได้ในชุมชนนั้นๆ ด้วย
แบบนี้จึงสมคำว่า “เที่ยวไทยครึกครื้น ภูมิปัญญาไทยคึกคัก”










