ชูรำข้าวต้านเบาหวาน-ธาลัสซีเมีย
ข้าวสินเหล็ก-ไรซ์เบอรี" แจ้งเกิดในตลาดข้าวเมื่อหลายปีก่อน และได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ แต่การปรับปรุงพันธุ์และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยยังต้องก้าวต่อไปเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก นักวิจัยไทยจึงคิดต่อยอด พัฒนาอาหารเสริมจากรำข้าว เพื่อสุขภาพของคนไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทย
"จะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยเบาหวานได้กินข้าวอย่างมีความสุข และมีชีวิตอยู่ยืนยาวอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกินยาหรือฉีดอินซูลินบ่อยๆ" ผศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย นักวิจัยฝ่ายเคมีทางอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "นวัตกรรมผลงานวิจัย วช. สร้างมูลค่าเพิ่มข้าวไทยสู่อาหารเพื่อสุขภาพ" ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น
เมื่อหลายปีก่อน รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และคณะ ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำเพื่อคนรักสุขภาพและผู้ป่วยเบาหวาน คือ ข้าวสินเหล็ก และไรซ์เบอรี ล่าสุด รศ.ดร.อภิชาติ ได้ร่วมกับ ผศ.ดร.รัชนี พัฒนาอาหารเสริมลูกกลอนรำข้าวจากรำข้าวสินเหล็กและข้าวไรซ์เบอรี
"จากการทดสอบในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 แล้วได้รับอาหารเสริมลูกกลอนรำข้าว ผลปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และช่วยเพิ่มระดับอินซูลินในร่างกายด้วย เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และไม่พบว่ามีความเป็นพิษต่อตับและไต จึงมั่นใจได้ว่าลูกกลอนรำข้าวมีความปลอดภัยหากนำไปใช้กับคน" รศ.ดร.รัชนี เผยผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 โดยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพต่อเบาหวานชนิดที่ 2 ในสัตว์ทดลอง
ขณะเดียวกันนักวิจัยยังได้ศึกษาการออกฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งของสารสกัดจากรำข้าวสินเหล็กและไรซ์เบอรี โดยทดสอบเซลล์มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ในหลอดทดลอง พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งดังกล่าวได้ และกำลังขอทุนวิจัยเพื่อทำการศึกษาต่อไปในระดับเนื้อเยื่อของสัตว์ทดลอง
ไม่เพียงเท่านั้น ทีมวิจัยยังได้ศึกษาวิจัยฤทธิ์ของน้ำมันรำข้าวในการบำบัดผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในประชากรไทยและเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทย
"ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียจะมีความทุกข์ทรมานมาก มีอาการตับโต ม้ามโต เพราะมีธาตุเหล็กในร่างกายสูง และเม็ดเลือดแดงอายุสั้น แล้วเราจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีอาการดีขึ้น โดยไม่ต้องกินยาขับธาตุเหล็ก และไม่ต้องถ่ายเลือดบ่อย ซึ่งเราก็พบว่าในน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง น่าจะมีศักยภาพช่วยให้ผู้ป่วยธาลัสซีเมียมีภาวะดีขึ้น" ผศ.ดร.รัชนี กล่าว
นักวิจัยได้ทดสอบสมมติฐาน โดยให้หนูที่ถูกกระตุ้นให้เป็นธาลัสซีเมียได้กินน้ำมันรำข้าวติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน พบว่าหนูกลุ่มนี้มีปริมาณโคเอนไซม์คิวเทน โททัลคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มควบคุม ซึ่งแสดงให้เห็นน้ำมันรำข้าวช่วยกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้นและเริ่มเป็นปรกติมากขึ้น
นอกจากนั้นยังพบว่าเกิดภาวะออกซิเดทีฟสเตรส (oxidative stress) ลดลงด้วย จึงมีแนวโน้มว่าน่าจะทำให้เกิดการออกซิเดชันลดลงในผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่ได้รับน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อแข็งแรงและทำงานได้ดีขึ้น
"ที่สำคัญเราพบว่าม้ามของหนูทดลองที่เป็นธาลัสซีเมียและได้รับน้ำมันรำข้าวมีขนาดลดลง แม้ว่ายังไม่เท่าขนาดปกติ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าม้ามทำงานหนักน้อยลง เพราะเม็ดเลือดแดงมีอายุยืนยาวขึ้น จึงมีเม็ดเลือดแดงมาให้ม้ามทำลายน้อยลง และช่วยให้ม้ามทำงานได้ดีขึ้นด้วย" นักวิจัยเผย และอนาคตจะทำการทดสอบต่อในผู้ป่วยจริง
ผศ.ดร.รัชนี ย้ำว่า ข้าวไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นอาหารเสริมสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตสูง และช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวได้อย่างมาก พร้อมกับเสนอแนะให้ชาวนาขายรำข้าวควบคู่กับการขายข้าวด้วย

อย่างไรก็ดี รศ.อภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายในการเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทยคือ การสร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรถึงการเพิ่มมูลค่าข้าวเป็นยาหรืออาหารเพื่อสุขภาพ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตมากเพียงพอต่อความต้องการนำไปใช้ในทางการแพทย์ รวมทั้งการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค มีต้นทุนการผลิตต่ำและจำหน่ายได้ในราคาสูง
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์
28 มิ.ย.2553
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต










