ประกาศกระทรวงวิปริต : บทเรียนราคาหมื่นล้าน
เป็นผลงานประจานกระทรวงของกระทรวงอุตสาหกรรมโดยมีกรมวิชาการเกษตรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นคนชงเรื่องให้
คดีของศาลปกครองกลางหมายเลขดำที่ 224/2552 มีนายสมคิด หอมเนตร เป็นผู้ฟ้องคดี และ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมกับพวกรวม 6 คน เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งลงวันที่ 4 มีนาคม 2552 มีข้อความตอนท้ายว่า "จึงมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2552 ลงวันที่ 29 มกราคม 2551 ข้อ 1 ให้ยกเลิกรายชื่อวัตถุอันตรายเฉพาะที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 1 รายการ คือ SULFUR (ซัลเฟอร์) ... และข้อ 2 ให้รายชื่อวัตถุอันตรายเฉพาะบัญชี ข... ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตรจำนวน 1 รายการคือผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเฉพาะที่นำไปใช้ป้องกัน กำจัด ทำลาย ควบคุมแมลง วัชพืช โรคพืช ศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก"
ถ้าศาลไม่สั่งทุเลาการบังคับตามประกาศกระทรวงจะเป็นอย่างไร
สำหรับพืชสมุนไพร 13 ชนิด
ตอบว่า พริกที่เคยชูรสอาหารจะขื่นลิ้น สะเดาน้ำปลาหวานรสเยี่ยมจะมีรสชาติบาดคอ ต้มยำกุ้งใส่ตะไคร้แสนอร่อยจะสุดกร่อย ขิงข่าก็จะขื่นขม น้ำชาใบชุมเห็ดบรรเทาโรคเบาหวานก็จะไม่มีใครกล้าดื่ม สาบเสือที่ห้ามเลือดได้ชะงัดยิ่งนักก็จะมีปัญหา เพราะพืชสมุนไพรเหล่านี้ถูกแขวนป้ายว่าเป็นวัตถุอันตราย
คำประกาศกระทรวงที่ระบุให้พืชสมุนไพร 13 ชนิดเป็นวัตถุอันตราย แปลว่า ใครนำไปใช้ผลิตเพื่อขายเป็นสารกำจัดศัตรูพืช หรือสารควบคุมการเติบโตของพืช หากไม่ไปจดแจ้งจะมีความผิดติดคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท ทำให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงต่อสมุนไพรธรรมชาติและกระบวนการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างกว้างขวาง และแน่นอนย่อมจะบั่นทอนอุตสาหกรรมเคมีข้ามชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
คำประกาศนี้คือการประหารชีวิตพืชสมุนไพร คือการเข่นฆ่าเกษตรกรรมวิถีธรรมชาติอย่างเลือดเย็นนั่นเอง
ในขณะที่สมุนไพรที่มีผลวิจัยทางเภสัชศาสตร์ว่ามีสรรพคุณทางยานานัปการถูกประกาศว่าเป็นวัตถุอันตราย กลับปรากฏว่าซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ซึ่งมีอานุภาพทำระเบิด ทำดอกไม้ไฟ ทำลายผิวหนังและระบบทางเดินหายใจอย่างร้ายแรงซึ่งเคยอยู่ในบัญชีวัตถุอันตรายกลับถูกประกาศยกเลิกออกจากบัญชีวัตถุอันตรายตามประกาศฉบับ 29 มกราคม 2552
เงื่อนงำควรพิจารณาคืออะไร
ในคำแถลงเพิ่มของนายสมคิด หอมเนตร ต่อศาลปกครองในคดีดังกล่าว ระบุชื่อ 6 บริษัทเอกชนที่ประกอบอุตสาหกรรมยานยนต์และอาหาร ได้นำเข้าสารซัลเฟอร์หรือกำมะถันในระหว่างกันยายน-ตุลาคม 2551 โดยไม่ขออนุญาตการนำเข้าอย่างถูกต้อง และกำลังถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดี "ความผิดฐานสำแดงเท็จ หลีกเลี่ยงภาษีอากร" เป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท และยังมีคดีซึ่งกรมศุลกากรตรวจค้นจับกุมอีก 21 ราย มูลค่าของ 1,267 ล้านบาท รวมมูลค่า 2,467 ล้านบาท หากส่งฟ้องดำเนินคดี ศาลพิพากษาลงโทษผู้ประกอบการทั้งหมด รวม 27 รายจะต้องถูกชำระค่าปรับตามประมวลกฎหมายภาษีศุลกากรเป็น 4 เท่าของมูลค่าคือเกือบหมื่นล้านบาท
ในที่นี้ยังมีหลักฐานว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยนายรัชดา สิงคาลวณิช อธิบดีได้มีหนังสือที่ อก 0304/9966 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 ไปถึงอัยการสูงสุด เรื่องขอหารือแนวทางการดำเนินการตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 โดยยกประเด็นหารือว่า ประกาศกระทรวงยกเลิกการควบคุมสารซัลเฟอร์จะมีผลต่อผู้ประกอบการที่ถูกดำเนินคดีที่ได้กระทำผิดอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ประการใด
ปรากฏว่า สำนักงานอัยการสูงสุด โดยนายอนุชาติ คงมาลัย รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด มีหนังสือที่ อส 0026/854 ลงวันที่ 22 มกราคม 2552 ถึงอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตอบข้อหารือดังกล่าว และเห็นว่า "หากกระทรวงอุตสาหกรรมจะออกประกาศยกเลิกการกำหนดให้ SULFUR CAS NUMBER 7704-43-9 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ก็จะทำให้การกระทำที่หารือไม่เป็นความผิดทางอาญาอีกต่อไป ผู้กระทำการนั้นอยู่ก่อนย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด เป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินคดีอีกต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 2 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายอาญา"
นั่นแปลว่า หากศาลปกครองกลางไม่มีคำสั่งข้างต้น ผู้ประกอบการที่ลักลอบนำเข้าและเลี่ยงภาษีอย่างผิดกฎหมายก็จะพ้นผิดไปโดยปริยาย ค่าปรับเกือบหมื่นล้านก็จะสูญไปด้วย
ประกาศกระทรวงวิปริต ที่ถือว่าพืชสมุนไพร 13 ชนิดเป็นอันตราย ในขณะที่สารซัลเฟอร์เป็นสารปลอดภัย ให้บทเรียนอย่างน้อย 2 ประการ
1.วิถีแห่งเกษตรกรรมธรรมชาติ ที่พึ่งพิงพืชสมุนไพรกำลังแพร่ขยายอย่างมีพลัง และคุกคามการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 18,566 ล้านบาท และปุ๋ยเคมี 78,944 ล้านบาท
2.ประกาศหยิบสารซัลเฟอร์ออกจากตะกร้าวัตถุอันตรายจะทำให้ค่าปรับเกือบหมื่นล้านบาทของแผ่นดินหายไปในทันทีนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ใคร
บรรดาผู้ร่วมส่วนทั้งหลายทั้งปวง เช่น กรมวิชาการเกษตร ผู้ชงเรื่อง 13 พืชสมุนไพรอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ชงเรื่องซัลเฟอร์ปลอดภัย ตลอดจนเจ้ากระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคิดจะอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองใน 30 วันหรือไม่ ถ้าอยากท้าทายพลังจริยธรรมของสังคมไทย จงอุทธรณ์!
โดย ประสาร มฤคพิทักษ์
ที่มา : มติชนรายวัน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11332
หน้า 6










