ส.ว.แฉอสส.ชี้ยกเลิกซัลเฟอร์ กระทบคดี-สูญค่าปรับหมื่นล้าน
ส.ว.แฉกรมโรงงานอุตฯถาม"อสส."แล้ว ชี้ถ้ายกเลิก"ซัลเฟอร์"กระทบคดีอาญาจับกุม 6 บริษัทเลี่ยงภาษี อาจสูญค่าปรับหมื่นล้าน พบอีก 20 สารอันตรายถูกยกเลิก เล็งยื่นกระทู้ถาม รมต. อธิบดี รง.อุตฯยันยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล ปค. ป้อง"ชาญชัย"ไม่เกี่ยวแค่ลงนามประกาศ ปัดหมกเม็ด 13 สมุนไพร "สอท."โวยกระทบต่างชาติลงทุนอุตสาหกรรมยาง ระบุเป็นสารที่สากลไม่ควบคุม คนละตัวกับกรดซัลฟุริก
@ ส.ว.แฉอสส.ชี้เลิกซัลเฟอร์กระทบคดี
นายประสาร มฤคพิทักษ์ พร้อมด้วย พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ และนางนิลวรรณ เพชระบูรณิน ส.ว.สรรหา ร่วมกันแถลงที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับ 6) พ.ศ.2552 ลงวันที่ 29 มกราคม 2552 ให้ยกเลิกรายชื่อวัตถุอัตรายซัลเฟอร์และรายชื่อวัตถุอันตรายเฉพาะบัญชี ข.ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตรคือผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชสมุนไพรจำนวน 13 รายการ ทำให้สงสัยความไม่ชอบมาพากลของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องยกเลิกรายชื่อวัตถุอันตรายดังกล่าว ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
นายประสารกล่าวว่า ข้อเท็จจริงพบว่าในปี 2551 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินคดีในข้อหา ความผิดฐานสำแดงเท็จหลีกเลี่ยงภาษีอากรต่อผู้ประกอบการจำนวน 6 รายการ รวมมูลค่าสารซัลเฟอร์ 1,200 ล้านบาท และยังมีคดีที่กรมศุลกากรตรวจค้นจับกุมแจ้งความดำเนินคดีอีก 21 รายการ มูลค่า 1,267 ล้านบาท รวม 27 รายการ มีมูลค่า 2,467 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการดังกล่าวต้องถูกปรับตามกฎหมายภาษีศุลกากรเป็น 4 เท่าของมูลค่าสิ่งของเป็นเงินเกือบหมื่นล้านบาท "ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องยกเลิกรายชื่อวัตถุอันตราย มีหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ขอหารือสำนักงานอัยการสูงสุด สาระสำคัญถามถึงผลกระทบทางกฎหมายหากมีการยกเลิก Sulfer Cas Number7704-43-9 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จะมีผลต่อบริษัทที่กำลังถูกดำเนินคดีหรือไม่ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหารือของกรมโรงงานอุตสาห กรรม ลงวันที่ 22 มกราคม 2552 ระบุว่า หากกระทรวงอุตสาหกรรมจะออกประกาศยกเลิกการกำหนดให้ Sulfer Cas Number7704-43-9 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ก็จะทำให้การกระทำดังกล่าวไม่มีความผิดทางอาญาอีกต่อไป"
นายประสารกล่าวว่า จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นความจงใจที่ต้องการหยิบสารซัลเฟอร์ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืชและฆ่าแมลงออกจากตะกร้าวัตถุอันตรายด้วย อาจทำให้ค่าปรับเกือบหมื่นล้านบาทสูญเสียไปทันที ทั้งนี้ หากกระทรวงอุตสาหกรรมจะอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองก็เท่ากับเป็นการท้าทายเครือข่ายเกษตรกรรมธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตนและเพื่อน ส.ว.จะยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรีในประเด็นนี้ในการประชุมวุฒิสภาด้วย
@ ปูดมีอีก20สารอันตรายถูกยกเลิก
ด้าน พญ.พรพันธุ์กล่าวว่า นอกจากซัลเฟอร์ แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังฉวยโอกาสใส่ชื่อวัตถุอันตรายที่ถูกยกเลิกเป็นวัตถุอันตรายพ่วงท้ายด้วย โดยเป็นสารที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร 9 รายการ รวมสาร Diazinon, Difethialone ที่มีผลต่อร่างกายในด้านพิษเฉียบพลัน กล้ามเนื้อบีบตัวอย่างรุนแรง และอาจถึงแก่ชีวิตถ้าปนเปื้อนในน้ำจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำที่เป็นอาหาารของมนุษย์ และองค์การอนามัยโลกจัดอยู่ในสารที่มีอันตรายมากหากสัมผัสเป็นจำนวนมากจะถึงแก่ชีวิตและเป็นสารที่ก่อมะเร็งด้วย
"ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ทำเป็นเรื่องที่หาเหตุผลมาอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ว่า เหตุใดสารเหล่านี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงพ่วงเข้ามาต่อท้ายให้ยกเลิกการเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องอยู่ในความควบคุม ซึ่งจะทำให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างอิสระในชุมชนทั้งที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชน แต่จะเป็นผลดีอยู่ฝ่ายเดียวคือเฉพาะผู้ค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเท่านั้น ซึ่ง ส.ว.จะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป" พญ.พรพันธุ์กล่าว
@ อธิบดีรง.อุตฯยันยื่นอุทธรณ์
นายรัชดา สิงคาลวณิช อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า การประกาศยกเลิกสารซัลเฟอร์จากรายชื่อวัตถุอันตรายเป็นไปตามกรอบการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบกฎหมายกำหนด ขอยืนยันว่าไม่ได้เร่งรีบดำเนินการ และไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อใครเหมือนที่มีการตั้งประเด็น ทั้งนี้ จะรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฯให้เร็วที่สุด
นายรัชดากล่าวว่า ที่มาของเรื่องนี้คือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แจ้งที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงให้หาแนวทางช่วยเหลือภาคเอกชน เพราะได้รับร้องเรียนจากผู้ประกอบการ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่าเอกชนเดือดร้อนจากการประกาศให้สารซัลเฟอร์เป็นวัตถุอันตราย เพราะถูกกรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฟ้องเรียกเก็บภาษีนำเข้าย้อนหลัง และค่าปรับ 4 เท่า เป็นมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ทั้งที่เอกชนไม่ได้มีเจตนาจะไม่จ่าย แต่เป็นเพราะไม่รู้ เนื่องจากสารนี้เพิ่งถูกขึ้นบัญชีเมื่อปี 2549 ทั้งนี้ เอกชนได้ร้องไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่าหากไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาจจะถอนการลงทุนออก ซึ่งบีโอไอจะมีหนังสือถึงกรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมได้นำเรื่องสู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีมติเห็นควรให้ยกเลิก เนื่องจากหน่วยงานที่ขอให้ควบคุมคือกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีวัตถุประสงค์ควบคุมในส่วนที่นำไปใช้เพื่อกำจัดเชื้อราในภาคการเกษตร ซึ่งจะเป็นคนละส่วนกับที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์"
@ ป้อง"ชาญชัย"ไม่เกี่ยวแค่ลงนาม
นายรัชดากล่าวว่า ก่อนที่จะประกาศเลิกควบคุม กรมมีหนังสือแจ้งไปทั้งกรมศุลกากร และดีเอสไอรับทราบถึง 3 ฉบับ ฉบับแรกชี้แจงให้ทราบว่าเอกชนนำเข้าโดยไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ฉบับที่ 2 หลังจากหาข้อมูลการประกาศควบคุมสารซัลเฟอร์แล้วพบว่ากรมวิชาการเกษตรต้องการควบคุมในส่วนที่จะนำไปใช้ในการกำจัดเชื้อรา ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลว ไม่ใช่ของแข็งเหมือนที่ภาคอุตสาหกรรมนำเข้า และฉบับสุดท้าย แจ้งให้ทราบว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายกำลังจะดำเนินการถอนสารซัลเฟอร์ออกจากรายชื่อวัตถุอันตราย แต่กรมศุลฯและดีเอสไอไม่เคยตอบกลับมาเลย "กรมโรงงานไม่เคยรู้มาก่อนว่าสารนี้ถูกควบคุม จนกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐมนตรีให้ไปดู ถูกตามตลอด แต่การยกเลิกก็ดำเนินการตามกรอบกฎหมายทุกอย่าง ที่สำคัญผมไม่รู้ว่าการยกเลิกจะทำให้คดีที่บังคับปรับอยู่ ทำต่อไม่ได้ แต่ถ้าจะดำเนินการปรับ กรมศุลฯก็น่าจะทำได้อยู่แล้ว เพราะกว่าจะยกเลิกใช้เวลาตั้ง 4 เดือน"
อธิบดีกรมโรงงานกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการหมกเม็ดกับขึ้นบัญชีพืชสมุนไพร 13 ชนิดนั้น ขอชี้แจงว่าเป็นคนละเรื่องกัน แต่บังเอิญเป็นการประชุมในครั้งเดียวกัน เรื่องนี้ทำมาตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม 2551 ซึ่งท่านรัฐมนตรีชาญชัย (ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม) ไม่เกี่ยว จะเกี่ยวก็ตรงเป็นคนลงนามในประกาศเท่านั้น
@ นายกฯโยนให้ถามรมว.อุตฯ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ก็ต้องเคารพในคำสั่งของศาล เมื่อถามว่าเป็นการช่วยเหลือบริษัทเอกชนที่ถูกจับจากการนำเข้าสารซัลเฟอร์หรือไม่ นาย อภิสิทธิ์กล่าวว่า "ผมทราบมาว่าก่อนหน้านี้แล้วว่า มีปัญหาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางรถยนต์ และการแยกแยะสารซัลเฟอร์ ที่ใช้ในอุตสาห กรรมกับเกษตร ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ดำเนินการแก้ไข ซึ่งคงต้องไปสอบถามนายชาญชัยอีกครั้ง
@ ส.อ.ท.โวยไม่เป็นธรรม
น.ส.เพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสารซัลเฟอร์อยู่ระหว่างการพิจารณาจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลางกรณีคำสั่งศาลให้ทุเลาการบังคับตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะถือว่าไม่ยุติธรรม เดิมเอกชนมีการนำเข้ามาเป็น 10 ปีเมื่อมีการประกาศเป็นวัตถุอัตรายในปี 2549 ผู้ประกอบการก็นำเข้าปกติโดยผ่านกรมศุลฯมาแบบถูกต้อง กรมศุลฯก็ไม่ได้ท้วงว่าต้องแจ้งนำเข้าต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม จนกระทั่งดีเอสไอเข้ามาบุกจับระบุว่าผู้นำเข้าซัลเฟอร์ 27 รายทำผิดกฎหมาย และต้องเสียค่าปรับ 2,000 กว่าล้านบาท เมื่อรวมค่าปรับอีก 4 เท่าก็นับหมื่นล้านบาท การเข้าจับกุมของดีเอสไอกระทบต่อภาพลักษณ์การลงทุนที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่
@ "ดีเอสไอ"ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการจับกุมผู้ประกอบการซึ่งนำเข้าสารซัลเฟอร์ (SULFUR) ทั้ง 6 คดี ว่า คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ใด เนื่องจากต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ พิจารณาตามข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจค้น จับกุม รวม 6 ราย คือ 1.บริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด 2.บริษัท ไทย เรยอน จำกัด 3.บริษัท ไทย บริดจสโตน จำกัด 4.บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด 5.บริษัท สยามมิชลิน จำกัด และ 6.บริษัท บริดจสโตน ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด หากถูกดำเนินคดีและศาลพิพากษาลงโทษจะต้องชำระค่าปรับประมาณ 10,000 ล้านบาท
ที่มา : มติชนรายวัน หน้า 1
วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11330










