เครือข่ายสุขภาพจี้นายกฯ วิธีเบิกจ่ายค่าสมุนไพรขรก.
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ภญ.สุภาพรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำตัวแทนเครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรแห่งประเทศไทย มูลนิธิสุขภาพไทย ชมรมเภสัชชนบท กลุ่มศึกษาปัญหายา มูลนิธิการพัฒนาแพทย์แผนไทย ฯลฯ เข้ายื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ให้ทบทวนเรื่องดังกล่าว โดยนายอภิสิทธิ์ได้รับหนังสือด้วยตนเอง พร้อมกล่าวว่า จะดูแลในรายละเอียดให้ เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงไม่ได้มาจากการใช้ยาสมุนไพร
ภญ.สุภาภรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันบัญชียาหลักแห่งชาติมียาสมุนไพรเพียง 19 รายการ ยังไม่ครอบคลุมโรคที่แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์จำเป็นต้องใช้ หลายโรงพยาบาลใช้ยาสมุนไพรหลายชนิดแทนยาในบัญชียาหลัก เช่น ยารักษาโรคริดสีดวงทวาร หากใช้ยาแผนปัจจุบัน ราคาเม็ดละ 11 บาท จึงสั่งเพชรสังฆาตซึ่งเป็นสมุนไพรที่ศึกษาแล้วสามารถใช้แทนกันได้ แต่ราคาเม็ดละ 1.75 บาท และภาพรวมการใช้ยาสมุนไพรทั่งประเทศมีเพียงร้อยละ 1.5 ของการใช้ยาเท่านั้น
ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน วันที่ 29 มิ.ย.2552 หน้า 10
จดหมายยื่นนายกรัฐมนตรี
เครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรแห่งประเทศไทย
403 ซอย 7 ถนนเทศบาลนิมิตใต้ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 0-2589-4243 แฟกซ์ 0-2591-8092
วันที่ 26 มิถุนายน 2552
เรื่อง แนวทางการปฏิบัติการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
อ้างถึง หนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0422.2/ว.45 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2552
ตามที่กระทรวงการคลังได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติในปฏิบัติการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้า
ราชการตามหนังสือที่ กค 0422.2/ว.45 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2552 นั้น แนวทางในข้อ 2.2 กำหนดว่าการเบิกจ่าย
ค่ายาสมุนไพรให้เบิกจ่ายได้เฉพาะรายการ รูปแบบ ความแรง ข้อบ่งใช้และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่กำหนดในบัญชี
ยาจากสมุนไพรและเภสัชตำรับโรงพยาบาล ซึ่งเป็นรายการยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติฉบับปัจจุบัน
เท่านั้น เนื่องจากเป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ชัดเจน ครอบคลุมโรคและการรักษาพยาบาลที่จำเป็น และมีระบบติดตามเฝ้า
ระวังในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย
กรณีตามข้อ 2.2 ดังกล่าว ห้ามสถานพยาบาลออกหนังสือรับรองของคณะกรรมการแพทย์กรณีการใช้ยานอก
บัญชียาหลักแห่งชาติ ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2552 เป็นต้นไป ในการนี้
เครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรแห่งประเทศไทยตามรายชื่อข้างท้ายนี้มีความเห็นดังนี้
1. ข้อบังคับที่กระทรวงการคลังกำหนดขึ้นนั้น เป็นการป้องกันการรั่วไหลของการเบิกจ่ายเงินค่า
รักษาพยาบาลเฉพาะยาจากสมุนไพรเท่านั้น แต่ไม่ได้ป้องกันการรั่วไหลจากการเบิกจ่ายเงินค่า
รักษาพยาบาลของยาแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา
2. หลักการของข้อกำหนด ที่ 2.2 ดังกล่าว เป็นหลักการที่ดีมาก ที่จะต้องกำหนดให้ใช้อย่างเท่าเทียมกัน
ระหว่างยาแผนปัจจุบัน กับยาจากสมุนไพร มิใช่เลือกปฎิบัติบังคับเฉพาะยาจากสมุนไพรซึ่งเป็นภูมิ
ปัญญาไทย เท่านั้น (โดยยังปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ยาแผนปัจจุบันอยู่ต่อไป)
3. ปัจจุบันมี “เภสัชตำรับโรงพยาบาล พศ.2549” เพื่อผลิตยาแผนปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้ ใน
โรงพยาบาลเท่านั้น ยังไม่มีการจัดทำ”เภสัชตำรับโรงพยาบาล เพื่อผลิตยาจากสมุนไพร” ขณะนี้มี
การเตรียมการของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องรอการพิจารณาเพราะยังไม่มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการ
พัฒนาระบบยาแห่งชาติ” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาระบบยา
แห่งชาติ พ.ศ. 2551(ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2551)
4. ข้อบังคับของกระทรวงการคลังดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการพัฒนา และการส่งเสริม
การใช้ยาจากสมุนไพรของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะ ยังไม่มีเภสัชตำรับโรงพยาบาล ในการผลิตยาจาก
สมุนไพร (อยู่ระหว่างการรอคอย) ปัจจุบันบัญชียาหลักแห่งชาติมียาสำเร็จรูปจากสมุนไพรเพียง 19
รายการเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมอาการป่วยและโรคที่แพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์
อย่างน้อย 300 คนในโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้ยาไทย/ยาจากสมุนไพรรักษาผู้ป่วย (ตามทฤษฎีการแพทย์
แผนไทย) อีกประมาณ 65 รายการ ที่ยังรอการพิจารณาบรรจุเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ
จากเหตุผลข้างต้น เครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรแห่งประเทศไทย จึงจำเป็นต้องคัดค้านข้อบังคับ
ดังกล่าว พร้อมกับมีข้อเสนอแนะดังนี้
1. ให้ มีการประกาศใช้ข้อกำหนด กับ ยาแผนปัจจุบัน และ ยาจากสมุนไพร โดยใช้ยาในบัญชียาหลักแห่ง
ชาติ และเภสัชตำรับโรงพยาบาล ของยาทั้ง 2 แผน อย่างเท่าเทียมกัน
2. ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย
คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พศ.2551 เพื่อแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาจากสมุนไพร” ไป
จัดทำ”เภสัชตำรับโรงพยาบาลด้านยาจากสมุนไพร” ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
3. ในระหว่างที่ยังไม่มี “เภสัชตำรับโรงพยาบาลด้านยาจากสมุนไพร” ต้องยกเลิกหรือเลื่อนการใช้ข้อบังคับ
ข้อ 2.2 ดังกล่าวออกไป
4. เรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำกับดูแล การบริหารงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้บริหารเชิงรุก ที่ส่งเสริมและพัฒนาระบบการแพทย์แผนไทย
เพื่อมุ่งสู่การพึ่งตนเองด้านสุขภาพของประเทศไทย ไม่ใช่เจตนาทำลายภูมิปัญญาไทย ดังเช่นที่กระทำในครั้งนี้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ
มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มูลนิธิสุขภาพไทย
ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ภญ.ศิริพร จิตรประสิทธิศิริ
มูลนิธิพัฒนาการแพทย์แผนไทย ชมรมเภสัชชนบท
นายพิศิษฐ เบญจมงคลวารี
สมาพันธ์แพทย์แผนไทย
..................................................................................................................................................

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เวลาประมาณ 11.30 น. เครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรแห่งประเทศไทย ได้เดินทางเข้าร้องเรียนกับ สว.รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล เพื่อขอให้ สว.รสนา ตรวจสอบการออกระเบียบของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ในเรื่องแนวทางการเบิกจ่ายค่ายาสมุนไพรของข้าราชการ ซึ่งได้มีหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานราชการที่ กค 0422.2/ว 45 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2552 โดยระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ตามระเบียบข้อ 2.2 ห้ามสถานพยาบาลออกหนังสือรับรองของคณะกรรมการแพทย์กรณีการใช้ยาสมุนไพรนอกบัญชียาหลักแห่งชาติ เนื่องจากเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะระเบียบไม่ได้ห้ามยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นต้นเหตุของค่าเบิกจ่ายที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีข้อมูลว่า "มูลค่าของการสั่งยาแผนปัจจุบันในปี 2550 มีมูลค่าถึง 100,542.476 ล้านบาท ในขณะที่ยาจากสมุนไพรมีมูลค่าเพียง 2,468.819 ล้านบาท"(ที่มาข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)
นอกจากนั้นระเบียบนี้ยังขาดระบบรองรับที่ดี คือระเบียบให้เบิกจ่ายได้ถ้าเป็น"เภสัชตำรับโรงพยาบาล" ซึ่งข้อเท็จจริงยังไม่มีการจัดทำเภสัชโรงพยาบาลเพื่อผลิตยาสมุนไพรแต่อย่างใด มีเพียงการเตรียมการของผู้เกี่ยวข้องแต่ยังต้องรออยู่เนื่องจากยังไม่มีการแต่งตั้ง "คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ"ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ.2551
ในแง่มุมของธรรมาภิบาลนั้น ระเบียบดังกล่าวนี้ยังขัดขวางการวิจัยและพัฒนายาจากสมุนไพรเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบันของโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยมุ่งหวังให้ประเทศสามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้ และยังขัดกับนโยบายหลายด้านของรัฐบาล อาทิเช่น การนำแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นหลักปฏิบัติ และนโยบายส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรของกระทรวงสาธารณสุข แผนพัฒนาสมัชชาสุขภาพแห่งชาติด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ที่มีการใช้ยาไทยและสมุนไพร
สว.รสนา โตสิตระกูล ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายฯและจะนำเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล และจะได้เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงที่คณะกรรมาธิการโดยเร็วต่อไป


ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
"อภิสิทธิ์"เบรกกรมบัญชีกลาง เปิดทางใช้สมุนไพรนอกบัญชี
วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11436 มติชนรายวัน
ครม.สั่งยกเลิกห้ามเบิกยาสมุนไพรไม่มีกำหนด
วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 เวลา 11:51










