คาราวานหมอพื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญา พัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพชุมชน
โครงการพัฒนาศักยภาพหมอพื้นบ้าน เขตพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพของชุมชนแบบยั่งยืน ซึ่งรับผิดชอบโดย คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสกลนคร และ ชมรมการแพทย์แผนไทยและชมรมหมอพื้นบ้านจังหวัดสกลนคร เป็นอีกโครงการหนึ่งที่น่าสนในการพัฒนารูปแบบการให้การรักษาของหมอพื้นบ้าน เพื่อพัฒนาศักยภาพและถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องสมุนไพร
กิจกรรมสำคัญคือ การจัด “คาราวานหมอพื้นบ้าน” ออกไปให้การรักษาในพื้นที่ ๒ ตำบลของอำเภอกุสุมาลย์ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ตำบลอุ่มจาน และตำบลนาโพธิ์ โครงการนี้นำหมอพื้นบ้านออกไปให้บริการแก่ชุมชนมาแล้วทั้งหมด ๙ ครั้ง เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๐ โดยจัดเป็นประจำทุกเดือนในวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนละ ๒ ครั้งหมุนเวียนระหว่าง ๒ พื้นที่คือ วัดโพธิ์ชัย บ้านแสนพัน ต.อุ่มจาน และวัดสามัคคีสีดาราม บ้านขาไก่ ต.นาโพธิ์
ในการออกพื้นที่ กลุ่มหมอพื้นบ้านจะค้างคืนร่วมกัน ๑ คืน และทานอาหารร่วมกันในศาลาวัด ทำให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมกัน การใช้วัดเป็นสถานที่ให้บริการนอกจากจะช่วยประหยัดในเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีนัยที่น่าสนใจ เพราะวัดถือเป็นที่ชุมนุมของชาวบ้าน เป็นที่สาธารณะ เปิดกว้างสำหรับทุกคน ใครเข้ามาแล้วก็สบายใจ อีกอย่างในแง่ของประวัติศาสตร์นอกจากวัดจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านแล้ว ยังเป็นรากฐานให้แก่การศึกษาเล่าเรียน และเป็นแหล่งรวบรวมจารึกตำรายาและคัมภีร์โบราณต่าง ๆ
อาจารย์พิเชษฐ เวชวิฐาน หัวหน้าโครงการ เล่าถึงการทำงานในรูปแบบนี้ว่า“การออกพื้นที่แบบนี้ไม่ใช่การมารักษาคนเพียงอย่างเดียว หมอพื้นบ้านที่มาจะได้ประสบการณ์ในการรักษา ได้รู้ได้เห็นว่าหมอคนนั้นคนนี้เขามีวิธีการรักษาอย่างไร ใช้ตัวยาอะไร เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน หมอที่มาจากแต่ละที่ก็จะมีการใช้สมุนไพรต่างชนิดกัน เขาก็จะเอามาแลกกัน วันนี้เขามีความรู้แค่ระดับนี้ วันต่อไประดับความรู้เขาก็จะเพิ่มขึ้น”
การทำโครงการนี้นอกจากหมอพื้นบ้านได้รักษาผู้ป่วยแล้ว ยังได้เรียนรู้จากกันและกันด้วย เพราะหมอพื้นบ้านแต่ละคนมีความชำนาญเฉพาะทาง คนหนึ่งอาจจะเก่งเรื่องของการนวด คนหนึ่งเก่งเรื่องโรคริดสีดวง หรืออีกคนเก่งเรื่องโรคในช่องท้อง
พระครูสุภาจารพิมล เจ้าอาวาสวัดศรีสระเกษ ประธานชมรมหมอพื้นบ้านสกลนคร กล่าวว่า“จรรยาบรรณของหมอพื้นบ้านจะต้องตั้งจิตเมตตาแก่คนและสัตว์ทุกประเภท มีความอดทน พากเพียรพยายาม การเรียนเรื่องสมุนไพรเรียนได้ไม่จบ หมอทุกคนต้องใฝ่รู้ ไม่ถือตัว ไม่อวดตัว และต้องรู้ที่มาของโรคแบบรู้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การซักถามประวัติผู้ป่วย ให้ใช้หลักนี้เป็นตัวนำทาง ห้ามอนุมานหรือเดาเอง เรียกว่าต้องมีความเป็นเหตุเป็นผลประกอบกับศิลปะในการรักษา หมอพื้นบ้านต้องให้เกียรติคนอื่น การวินิจฉัยโรคอะไรจะต้องให้กำลังใจผู้ป่วยก่อน ต้องให้เขาเกิดความมั่นใจในการรักษา เพราะมันมีผลต่อจิตใจที่จะต่อสู้กับโรคภัย ศิลปะการรักษาของหมอพื้นบ้านนั้นมีความละเอียดอ่อนมาก ต้องเข้าให้ถึงจิตใจของผู้ป่วย ให้เขามีความศรัทธาเชื่อมั่นในตัวเรา บางเรื่องบางอย่างเราจะต้องชี้แนะเขา รวมถึงการให้กำลังใจและปลอบขวัญ”
คาราวานหมอพื้นบ้านเปรียบเสมือนหน่วยบริการภูมิปัญญาเคลื่อนที่ ซึ่งออกไปให้การรักษาเยียวยาชาวบ้านที่เจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่าง ๆ โดยไม่คิดค่าตอบแทน จะมีก็เพียงค่าบูชาครูแค่ไม่กี่บาท “ออกมาร่วมงานนี้ได้หลายเดือนแล้ว แต่ก่อนก็รักษาอยู่กับเฮือน พอมาอยู่นี่มันรู้สึกดีใจ มันม่วน มีเพื่อนหมอหลายคนมากินมานอนค้างคืนร่วมกัน มารักษาอยู่นี่ครั้งหนึ่ง ๆ ถ้าเทียบกับอยู่บ้านก็จะเก็บคนละ ๓๐๐ บาท ก็คงได้ ๖,๖๐๐ บาท แต่มารักษาที่นี่ รักษาให้ฟรี ๆ แต่ก็รู้สึกดีใจที่คนมารักษา มาสร้างบุญให้ตัวเอง คนในอำเภอกุสุมาลย์ถ้าเขามารักษาแล้วเขาหายดี เขาก็ไปเว้าให้คนอำเภออื่น ๆ ฟัง เขาก็พากันไปรักษาอยู่บ้าน พ่อก็ดีใจมีคนฮู้จักเฮาหลายขึ้น” นั่นคือความรู้สึกของ พ่อแพง นาคะอินทร์ หมอพื้นบ้านอายุ ๗๓ ปี ที่มีประสบการณ์รักษาคนมาเกือบ ๓๐ ปี มีความชำนาญด้านการสักเพื่อรักษาอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งปวดหัว ปวดเอว ปวดขา ปวดเส้น ปวดหัวเข่า โรคเก๊า แมลงมีพิษกัดต่อย งูกัด รวมทั้งโรคความดันสูงด้วย
การออกมารักษาครั้งล่าสุดนี้พ่อแพงได้รักษาทั้งผู้ป่วยรายเดิมและรายใหม่ เช่น ชูชาติ แก้วจันลา ซึ่งเป็นโรคริดสีดวงเส้นมานานถึ ง 10 ปี มีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดขาทั้งสองข้าง "ไปหาหมอที่โรงพยาบาลกับคลินิกมาหลายที่หลายหน หมอก็ฉีดยา เอายาให้กินก็พอทุเลา พอกลับบ้านมาทำไร่ทำนาก็มีอาการปวดขึ้นมาอีก บ่หายขาด ผมเพิ่งฮู้เมื่อเดือนก่อนว่ามีหมอพื้นบ้านออกมารักษา ครั้งนี้ก็เลยมารักษา คึดว่าสิหายนั่นล่ะ คนที่เคยมารักษาก่อนเพิ่นก็ว่าเพิ่นหายดีแล้ว” เขาเล่า
อาจารย์วิวัฒน์ ศรีวิชา จากคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร กล่าวว่า ภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านเป็นองค์ความรู้ที่อยู่คู่กับกับชุมชนมานานหลายชั่วอายุคน วิธีการรักษาของหมอพื้นบ้านเป็นการรักษาแบบองค์รวม โครงการนี้จะช่วยรักษาองค์ความรู้นี้ไว้ได้ “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยซึ่งจะช่วยให้เราได้รูปแบบในการรักษา และสามารถเสนอต่อหน่วยงานของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานเครือข่ายภายนอกที่เขาเห็นความสำคัญในการจะพัฒนาองค์ความรู้เหล่านี้มาใช้จริงในระบบสาธารณสุข พอเห็นความสำคัญแล้วก็ร่วมกันให้ข้อมูลและช่วยผลักดันให้เกิดการยอมรับในสังคม”
จากจุดเริ่มต้นทางความคิดที่ต้องการพัฒนาให้หมอพื้นบ้านมีความรู้กว้างมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการรักษา และเป็นที่พึ่งให้กับคนในชุมชนได้จริงๆ ได้นำมาสู่ความคาดหวังของผู้รับผิดชอบโครงการที่อยากให้มีหมอพื้นบ้านประจำตำบล และมีการคัดเลือกหมอพื้นบ้านที่มีความชำนาญเฉพาะทางเพื่อส่งต่อผู้ป่วยเกิดเป็นเครือข่าย คือเมื่อมีคนในหมู่บ้านเจ็บป่วยขึ้นมาให้รักษากับหมอพื้นบ้านประจำตำบลก่อน ถ้าหมอพื้นบ้านประจำตำบลรับมือไม่ไหวค่อยส่งต่อไปยังหมอพื้นบ้านที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้กระทั่งความคาดหวังให้เกิดโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย
“ในกลุ่มหมอพื้นบ้านจะต้องถือคุณธรรมเป็นหลักให้หยั่งลึกในจิตใจ การหยั่งลึกของคุณธรรมนี้ก็เหมือนต้นไม้ที่มีรากแก้ว ที่ทนต่อแรงเสียดทานที่มากระทบ ทั้งคำดูถูกว่าเราไม่มีปริญญา แต่เราต้องทนต่อความรู้สึกให้ได้ ให้ถือว่าคำดูถูกเป็นคาถายาสำหรับเรา เป็นกำลังใจให้เราเรียนรู้ให้ลึกให้ดีมากยิ่งขึ้น มาครั้งแรกๆ ที่นี่เขาก็ไม่ยอมรับ แต่พอมาสองครั้งหลังคนไข้กลับมานั่งรอหมอ” คำกล่าวของ พระครูสุภาจารพิมล ข้างต้นนี้ เหมือนเป็นการย้ำเตือนให้เราเข้าใจว่าการจะไปสู่จุดหมายตามความคาดหวังระยะยาวนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่กำลังดำเนินไปบนวิถีทางปัจจุบันดังเช่นการเกิดขึ้นของโครงการนี้เป็นการวางรากฐานที่ดี และที่สำคัญคือ เป็นการสร้างกำลังใจให้กลุ่มหมอพื้นบ้านมีความเชื่อมั่นในการนำภูมิความรู้ของตนออกมาใช้ให้เกิดคุณูปการต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์










