คืนยาให้ป่า ปลูกสำนึกอนุรักษ์สมุนไพรแก่ไทบ้านเชียงเหียน
บ้านเชียงเหียนเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมเก่าแก่ ตั้งอยู่ในตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 8 กิโลเมตร ลักษณะพื้นที่เป็นที่ลุ่มมีลำห้วยคะคางไหลผ่านทำให้ชาวบ้านสามารถทำนาได้ผลดี อย่างไรก็ตาม ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการแพทย์พื้นบ้านที่สั่งสมมา บวกกับความสมบูรณ์ของป่าไม้ในพื้นที่ โดยเฉพาะป่าโคกหนองข่า รวมถึงป่าโคกเงี่ยงดุกใหญ่ และป่าโคกเงี่ยงดุกน้อย ก็ยังทำให้พวกเขามีอาชีพเสริมที่สำคัญจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นรายได้หลักของชุมชน นั่นคือ การขายยาสมุนไพร
จาการศึกษาสถานการณ์สมุนไพรบ้านเชียงเหียน เมื่อปี 2548 โดยคณะนักวิชาการจากสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และคนในชุมชน มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ การขายยาสมุนไพรของพวกเขาก่อให้เกิดรายได้เข้าชุมชนปีละหลายล้านบาท เนื่องจากพื้นที่นี้มีหมอยาสมุนไพรที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้มากกว่า 20 คน ขณะที่มีผู้ค้าสมุนไพรมากว่า 100 ครัวเรือน ด้วยเหตุนี้ ความเจริญก้าวหน้าอันเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนและตัวอาคารบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่ในหมู่บ้านย่านนี้ จึงล้วนแต่เป็นผลมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของการประกอบอาชีพดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในฐานะหน่วยงานวิชาการที่ส่งเสริมการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เมื่อทราบข้อมูลแล้ว สถาบันฯจึงได้เข้ามาสำรวจพันธุ์ไม้ที่นำมาใช้ทั้งในการรักษาโรคและการจำหน่าย ภายในพื้นที่ป่าชุมชนที่เคยเป็นแหล่งเก็บยาของชาวบ้าน
สิ่งที่ค้นพบในเวลาต่อมาก็คือ แต่เดิมมีพืชสมุนไพรในป่านี้ทั้งสิ้น 160 ชนิด แต่ปัจจุบันสูญหายไปจากป่าเหล่านี้จำนวน 75 ชนิด ขณะที่อีกหลายชนิดหลงเหลืออยู่ในปริมาณที่น้อยมากท่ามกลางสภาพป่าที่กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลตำรับยาสมุนไพรสำหรับใช้ในการรักษาโรคที่พบบ่อยทั้งในท้องถิ่นและภูมิภาคอื่นๆ จำนวน 17 ตำรับ ได้แก่ ยาบำรุงไต ยารักษาโรคเบาหวานและความดันสูง ยาขับเลือด ยาแก้โรคกระเพาะอาหาร ยาแก้โรคนิ่ว ยารักษากามโรค ยาแก้อาการตกขาว ยาแก้ริดสีดวงทวาร ยาแก้หอบหืด เป็นต้น โดยที่ตลาดใหญ่ในการขายสมุนไพรจากบ้านเชียงเหียนก็คือภาคเหนือ รองลงมาคือภาคใต้ ภาคกลาง กรุงเทพฯ และภาคอีสาน
ที่ผ่านมาชาวบ้านบ้านเชียงเหียนเผชิญปัญหาการขาดแคลนพืชสมุนไพรโดยไม่รู้ตัว เพราะได้แต่ใช้ประโยชน์ แต่ไม่เคยปลูกทดแทน ฟื้นฟู หรืออนุรักษ์พันธุ์แต่อย่างใด ตรงจุดนี้นี่เองจึงเป็นที่มาของโครงการคืนยาให้ป่า ที่มุ่งปลูกจิตสำนึกของชาวบ้านเชียงเหียนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และหวงแหนสมุนไพรในท้องถิ่นเอาไว้ พร้อมไปกับการแก้ไขการทำลายพืชสมุนไพรในชุมชนและพื้นที่รอบข้าง รวมถึงการหาแนวทางในการขยายพันธุ์สมุนไพรที่หายาก เป็นการดำเนินการโดยกลุ่มคนเล็กๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิชาการในพื้นที่ โดยใช้พื้นที่ป่าโคกหนองข่า มีเนื้อที่ประมาณ 250 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ อยู่ในเขตตำบลเขวา
โครงการคืนยาให้แก่ป่าที่กำเนิดขึ้นโดยมีทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชและคณะวิจัยชุมชน หมายถึงคณะกรรมการกลุ่มสมุนไพรบ้านเชียงเหียน ที่มีพ่อบุรีเป็นประธาน ได้ลงมือปฏิบัติการนำร่องเพื่อแก้ปัญหานี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2550 โดยที่หลังจากศึกษาสถานการณ์การใช้สมุนไพรบ้านเชียงเหียน และจัดเวทีนำเสนอต่อชุมชนแล้ว ยังได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพของคนในชุมชน จัดเวทีประสานความสัมพันธ์กับองค์การบริหารส่วนตำบลเขวา และศึกษาการขยาพันธ์สมุนไพรที่หายากในชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากผู้รู้ และชาวบ้านในชุมชน
ส่วนการจัดทำพื้นที่ต้นแบบในการฟื้นฟูและอนุรักษ์สมุนไพรพื้นบ้านอีสานนั้น คณะทำงานได้จัดเตรียมต้นกล้าพันธุ์ไม้ยืนต้นพร้อมทั้งสมุนไพร และร่วมมือกับชาวบ้าน ครู นักเรียน ปลูกต้นไม้เหล่านี้ภายในบริเวณป่าชุมชนโคกหนองข่า บ้านเชียงเหียน โดยที่มีการแบ่งหน้าที่กันเพื่อดูแลรักษาหลังจากเพาะปลูกไปแล้ว
ที่สำคัญกิจกรรมหนึ่งคือ การจัดค่ายหมอยาน้อยเพื่อนำเยาวชนจากสถานศึกษาในพื้นที่และเครือข่ายจำนวน 100 คน มาเรียนรู้การอนุรักษ์สมุนไพรพื้นบ้านอีสาน ในรูปแบบฐานปฏิบัติการ 5 ฐาน ได้แก่ การขยายพันธ์สมุนไพร การใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพพื้นฐาน การอนุรักษ์สมุนไพร ปู่สอนหลาน (ปู่หมายถึงหมอยาสมุนไพรในพื้นที่) และผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ก็คือ ยังคงมีนักเรียน นักศึกษา คนรุ่น่ใหม่ที่เข้ามาในชุมชนบ้านเชียงเหียน เพื่อศึกษาค้นคว้าเรื่องราวที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาด้านการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพร
ปัจจุบันนอกจากการเป็นผู้นำพิธีกรรมทางศาสนา ประเพณี และงานสาธารณประโยชน์แล้ว บทบาทที่สำคัญประการหนึ่งของพ่อบุรีที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ การเป็นหมอเป่าให้เด็กอ่อนที่มีปัญหาทางสุขภาพ และหมอยาสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยบางโรค เช่น โรคริดสีดวงทวาร เบาหวาน หรือสตรีหลังคลอดบุตรที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมหรือระบบอวัยวะภายใน แต่ที่นี่พ่อบุรีไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่ในบ้านเชียงเหียนยังมีหมอเป่า และหมอยาสมุนไพรคนอื่นๆ ที่สามารถช่วยเหลือคนเจ็บป่วยในหมู่บ้านได้ตลอดเวลา สถานการณ์เช่นนี้ยังเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าชุมชนบ้านเชียงเหียนยังเป็นชุมชนที่ได้ใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าจากบรรพบุรุษนับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน แม้คนส่วนหนึ่งจะถูกกลืนหายไปกับกระแสแนวคิดแพทย์แผนใหม่แล้วก็ตาม
สิ่งที่ช่วยตอกย้ำประโยคนี้ว่าเป็นจริงได้มากที่สุดก็คือ คำกล่าวของพ่อบุรีที่ได้ฝากไว้ก่อนจะจากกันว่า “ภูมิปัญญาของไทบ้าน มีการวัฒนธรรมของหมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่การสู่ขวัญ แต่งงาน ไปถึงการเจ็บป่วย มีหยูกมียาอาศัยตัวเองได้ อาศัยตัวเองไม่ได้ก็เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านบ่ได้ เป็นการรักษาก่อนถึงโรงพยาบาล ไม่ปล่อยให้ตายก่อน ไทบ้านต้องช่วยกันสุดความสามารถ ถ้าบ่มาถึงโรงพยาบาลยิ่งดี บ่ต้องเสียเงิน”
โดย แผนงานพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพฯ มูลนิธิสุขภาพไทย










