หน้าแรก
: เสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555 :

 กำหนดการ กิจกรรมอาสาทำของเล่น-ของใช้ ให้เด็กในสถานสงเคราะห์ วันอาทิตย์ที่ 12 ก.พ.2555ดูรายละเอียดที่นี่..

main_menu

  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับมูลนิธิ
  • ติดต่อมูลนิธิ
  • feed
หน้าแรก

คลิปวิดีโอ

Watch this video!
จากกลอนลำ เป็นตำรา 9 ภูมิปัญญาวิถีิอีสาน

ดูทั้งหมด

หนังสือน่าอ่าน
หนังสือน่าอ่าน
ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เสื้อยืด-กระเป๋าช่วยลดโลกร้อน
ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ

ล็อกอิน

  • สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่
  • ลืมรหัสผ่าน

นำทาง

  • จัดการจดหมายข่าว

เว็บไซต์เพื่อนบ้าน

ตามรอยแพทย์พื้นบ้าน จิตวิญญาณครู

เขียนโดย webmaster เมื่อ พฤ, 08/06/2009 - 10:01

    ป้ารัตนาวดีนำองค์ความรู้มาปรับใช้ในการดูแลรักษาสุขภาพอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนวดพื้นบ้านไทยภาคกลาง นวดพื้นบ้านไทยล้านนา (ตอกเส้น) นวดประคบด้วยสมุนไพร อบสมุนไพร และการดูแลมารดาหลังคลอดด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน
    เราจะตามรอยอดีตครูวัย 72 ปีท่านนี้ เพื่อดูว่ามีวิธีพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพที่สืบทอดจากบรรพบุรุษได้อย่างไร

 เรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านจากที่ไหน

    ตอนเด็กๆ ตามพ่อไปช่วยหมอตำแยทำคลอด จึงได้ซึมซับมาเรื่อยๆ ตั้งแต่อยู่ ป.3 – ป.4 ได้เห็นว่าหมอตำแยสมัยก่อนเก่งมาก ถ้าเด็กเอาเท้าออกมาก่อนจะทำให้เสียชีวิตทั้งแม่และลูก จึงนำผ้าขาวม้าวางบนกระโถนให้คนที่กำลังจะคลอดนั่ง แล้วช่วยกันคลึงหมุนไปมา เด็กในท้องจะค่อยๆ เอาเท้าหดเข้าไป พอคลอดแล้วเป็นลม เป่ายานัตถุ์เข้าไปก็สะดุ้งฟื้น แล้ววางยาขับเลือด ขับน้ำคาวปลา
    ในช่วงอายุ 40 ปี ตัวเองเป็นมะเร็งปากมดลูก หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน นั่งร้องไห้ที่โต๊ะบูชาคิดถึงพ่อ ทำให้เจอตำรับยาอยู่ใต้โต๊ะ เปิดไปหน้าแรกเป็นสูตรยามะเร็ง จึงเสาะหาสมุนไพรมารักษา จนมะเร็งหลุดออก
ต่อมาเริ่มเรียนรู้การนวด อบ ประคบ เพราะอ่านหนังสือพิมพ์พบว่าใช้ขมิ้น ไพล ใบมะกรูด ตำแล้วห่อประคบหน้า ทำให้หน้านิ่ม จึงเกิดความคิดว่าถ้าเอามาประคบคนเป็นอัมพาตน่าจะหาย พอกลับจากสอนหนังสือที่โรงเรียน มีคนเป็นอัมพฤกษ์มาให้รักษาอยู่ที่บ้าน ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเอาผ้าสำลีมาห่อสมุนไพร ประคบให้เขา ทำอยู่ 2 วันก็หาย จึงเปิดโรงอบสมุนไพรที่บ้านรักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่ปัจจุบันปิดไปแล้ว

 

 ศูนย์การเรียนรู้แพทย์พื้นบ้าน จังหวัดอ่างทอง เกิดขึ้นได้อย่างไร

    เมื่อเกษียณอายุราชการ ตัวเองมีความรู้เรื่องนวดก็สอนไปเรื่อยทั้งในหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนและชาวบ้านทั่วไป จนกระทั่งได้ร่วมประชุมกับชมรมหมอพื้นบ้าน ต่อมาก็ได้รับเลือกเป็นประธานชมรม ผ่านไป 2 ปี ไม่ค่อยมีคนสนใจ ด้วยความเป็นครูไม่อยากให้ชมรมล้มเหลว จึงเปิดหลักสูตรสอนการแพทย์แผนไทยขึ้นมาภายในพื้นที่วัดละมุดสุทธิยาราม สอนเภสัชกรรม เวชกรรม และผดุงครรภ์ หลักสูตร 1 ปี โดยจ้างครูมาสอน แต่ต่อมาให้รุ่นพี่สอนรุ่นน้อง ตอนนั้นไม่มีเงิน ไม่มีอาคาร เรียนใต้ร่มไม้ แล้วจึงให้ลูกศิษย์หาเงินมาสร้างอาคารเรียน และกรมแพทย์แผนไทยให้งบประมาณสร้างอาคารนวด เป็นศูนย์การเรียนรู้มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งให้บริการเรื่องการดูแลมารดาหลังคลอด และการรักษาโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตด้วย 
    ในเวลาต่อมาป้ารัตนาวดีมีแนวความคิดในการขยายพื้นที่เพื่อให้บริการได้กว้างขวางมากขึ้น จึงประสานงานกับกรมแพทย์แผนไทยจัดทำโครงการขยายเครือข่ายการนวดพื้นบ้าน เริ่มแรกมีผู้สนใจมากแต่ทางศูนย์ต้องการในเรื่องประสิทธิภาพ จึงได้ทำการคัดเลือกบุคลากรและพื้นที่ที่มีความพร้อมมากที่สุดจำนวน 5 พื้นที่ ได้แก่ 1.ศูนย์เรียนรู้การแพทย์พื้นบ้านตำบล สี่ร้อย ตั้งอยู่ที่สถานีอนามัยตำบลสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ มีนางเกตุวลี แสงพันธุ์ไม้ เป็นประธาน 2.ศูนย์เรียนรู้การแพทย์พื้นบ้านตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ มีนางทองคำ ขวัญยาใจ เป็นประธาน 3.ศูนย์เรียนรู้การแพทย์พื้นบ้านตำบลอินทประมูล ตั้งอยู่ที่สถานีอนามัยตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง มีนางไพจิตร ศรีมังคะละ เป็นประธาน 4.ศูนย์เรียนรู้การแพทย์พื้นบ้านตำบลบางประหลาด อำเภอป่าโมก มีนางอัมภาพันธ์ ฉายแสง เป็นประธาน และ 5.ศูนย์เรียนรู้การแพทย์พื้นบ้านตำบลรำมะสัก อำเภอโพธิ์ทอง มีนายบุญทิ้ง ปานประไพ เป็นประธาน โดยทั้ง 5 ศูนย์นี้ดำเนินการในฐานะลูกข่ายของศูนย์แม่ที่วัดละมุดสุทธิยาราม โดยเปิดให้บริการนวดพื้นบ้าน เก็บรวมรวมความรู้ ตำรับ ตำรา พื้นบ้าน และมีการประชุมสรุปงานเป็นประจำทุกเดือน

 

การดูแลมารดาหลังคลอดและรักษาโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ทำอย่างไร 

    การดูแลมารดาหลังคลอด ใช้รูปแบบของการ ‘อยู่ไฟ’ และการ ‘เข้ากระโจม’ ก่อนอื่นต้องวัดความดัน และสัมภาษณ์อย่างละเอียดเพื่อศึกษาอาการ ก่อนเข้ากระโจมก็ให้ทายาโดยใช้ว่านนางคำ การบูร และเหล้า ผสมกันแล้วทาบำรุงผิว และเพื่อกระตุ้นน้ำคาวปลาให้ออกมาทางรูขุมขน พอออกจากกระโจมให้ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว แล้วประคบสมุนไพร จากนั้นก็ ‘เข้าขื่อ’ คือการเหยียบที่กึ่งกลางสะโพกให้กระดูกเชิงกรานเข้าที่แล้วมดลูกจะตามกระดูกเชิงกรานเข้าไป เสร็จแล้วให้ทายา และอยู่ไฟโดย ‘นาบหม้อเกลือ’ เพราะเกลือเป็นสมุนไพรที่รักษาความร้อนได้ดีที่สุด แล้วจึงขัดหน้าท้อง ถ้าเข้ากระโจมไม่ได้ให้เริ่มจากประคบเลย
    การรักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต ใช้วิธีการนวด ประคบ ผสมผสานกับการตอกเส้นแบบภูมิปัญญาล้านนา ต่อมาจึงมีการแช่น้ำยาสมุนไพร การรักษาพัฒนาขึ้นมาจากการคิด การสังเกต เช่น การชักรอกให้แขนขามีกำลัง แช่น้ำยาทำให้เลือดหมุนเวียน เส้นเอ็นทำงาน เพื่อจะได้รู้ว่าจุดไหนที่ทำให้เท้าชา ตอนแรกๆ ให้แช่ขาอย่างเดียว แต่มีคนไข้ที่ยกแขนไม่ขึ้น คิดว่าถ้าเอาหลังแช่น่าจะดี จึงให้แช่ทั้งตัว แช่เสร็จแล้วมาประคบ และตามด้วยการทำกายภาพบำบัด

ในฐานะครูการแพทย์แผนไทย คิดว่าการสืบทอดความรู้เรื่องภูมิปัญญาพื้นบ้านมีความจำเป็นอย่างไร 

    คนโบราณหวงวิชาความรู้ ถ่ายทอดให้เฉพาะในวงศ์ตระกูลของตน ไม่ยอมเผยแพร่กับผู้หนึ่งผู้ใด แต่ปัจจุบันนี้เราต้องถ่ายทอดให้กับทุกคนที่ต้องการรู้ ต้องการศึกษา โดยเฉพาะการดูแลมารดาหลังคลอดนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอยู่ไฟ เพราะเป็นการซ่อมเสริมสุขภาพหลังคลอดได้อย่างดี ผู้ที่ไม่ได้อยู่ไฟจะมีสุขภาพไม่ดีในบั้นปลาย มักเป็นโรคนั้นโรคนี้ เราจึงพยายามขุดคุ้ยภูมิปัญญาพื้นบ้านเรื่องการดูแลมารดาหลังคลอด จนเป็นที่ยอมรับในแวดวงสาธารณสุข มีการเขียนเป็นตำราถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์นำไปใช้ 
    การสืบทอดความรู้ต้องพัฒนาการรักษาไปเรื่อยๆ ไม่หยุดอยู่กับที่ ผู้เรียนต้องมีความทุ่มเท ไม่เกิดความโลภ ไม่เห็นแก่ลาภสักการะ ต้องมุ่งอย่างเดียวคือให้คนหายจากอาการเจ็บป่วย และต้องเสียสละเพื่อช่วยคนให้พ้นทุกข์

  • ย่อโลกสุขภาพ
  • กินครอบจักรวาล
  • สุขกาย สบายจิต
  • บริหารกายเพิ่มพลังชีวิต
  • รู้อยู่ รู้รักษา
  • ทำเองใช้เอง
  • สมุนไพรบำบัด
  • หนังสือน่าอ่าน

บัญชียาหลักแห่งชาติจากสมุนไพร

พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

ร้านทางเลือกเพื่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

จำนวนผู้เข้าชม
C
counter customizable free hit
เริ่มนับ 16 กันยายน 2547


มูลนิธิสุขภาพไทย 520/1-2 ซ.16 เทศบาลรังรักษ์เหนือ ประชานิเวศน์ 1 เขตจตุจักร กทม.10900
โทร 0-2589-4243 Fax 0-2591-8092
E-mail : thaihof@yahoo.com