รวมกำลังสร้างปัญญา "รักษ์ม่อนยาป่าแดด"
“ม่อนดอนแก้ว” ชื่อนี้เรียกกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณและมีปริศนาเรียกขานพื้นที่นี้ว่า “ม่อนสามขา ผาสามเส้า ควายเฒ่านอนหนอง” คำว่า “ม่อน” เป็นภาษาเหนือหมายถึงดอยลูกต่ำๆ ม่อนดอนแก้วอยู่ในพื้นที่ตำบลโรงช้าง อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย
พ่อสุรชาติ รักมนุษย์ ประธานสมาพันธ์หมอพื้นบ้านล้านนา ผู้อาวุโสที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่นี้เมื่อ 50 ปีก่อน กล่าวถึงที่มาของปริศนานี้ว่า
“พ่อเข้ามาอยู่ถิ่นนี้ตั้งแต่ปี 2500 พอได้รู้ถึงปริศนาก็รู้ทันทีว่าที่แห่งนี้ต้องมีของดีอยู่แน่ๆ จึงทำการสำรวจดูก็พบว่าตีนดอยลูกนี้มีลักษณะเป็นแฉกแยกออกไป 3 ขา แล้วม่อนมันก็ยาวออกไปตามขาทั้งสาม ก็เลยเป็นม่อนสามขา ทีนี้เราก็มาดูว่าผาสามเส้ามันคืออะไร จากการสำรวจพบว่าผาสามเส้าอยู่ทางทิศใต้ของม่อน มีหน้าผาอยู่ 3 แก่ง ตั้งขึ้นมายาวประมาณ 1 เมตรกว่า เป็นรูปเหมือนก้อนเส้า 3 ก้อน ส่วนควายเฒ่านอนหนอง ในช่วงปี 2500 มีหินก้อนใหญ่มากไม่ต่ำกว่า 4-5 วา และสูงท่วมหัว อยู่บนพื้นดินทางตะวันตกของม่อน ตอนนั้นยังเห็นมีขี้นกสีขาวเต็มแผ่นหิน แต่ปัจจุบันหินก้อนนี้มันจมหายไปในแผ่นดินแล้ว”
ส่วนของดีของวิเศษที่กล่าวถึงพ่อสุรชาติเล่าว่า จากประวัติที่เล่าสู่กันมา สมัยก่อนมีการรบราฆ่าฟันกัน ปุโรหิตทั้งหลายที่เป็นหมอยาต้องมียารักษาโรค ยาแก้ไข้ ยาห้ามเลือดรักษาบาดแผล หลังจากทำสงครามต่อสู้กันแล้วยาเหล่านี้ถูกนำมาฝังไว้ใกล้พระธาตุที่อยู่บนม่อน จากการสำรวจของชาวบ้านสมัยนั้นพบว่าม่อนน้อยๆ ของบ้านโรงช้างซึ่งมีเนื้อที่แค่ 60 กว่าไร่ ที่เรียกว่าม่อนดอนแก้วนี้ มียาสมุนไพรตั้งแต่พืชล้มลุก ไม้พุ่ม ไม้ยืนต้นทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และเถาวัลย์ รวมกันแล้วกว่า 400 ชนิด
เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮากันในหมู่ชาวบ้านสมัยนั้น ม่อนดอนแก้วจึงถูกเรียกว่าเป็นม่อนยาเพราะมีตัวยามากมาย ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุเกิดความสนใจเรื่องสมุนไพร จึงพากันอนุรักษ์ดูแลไว้สืบมา ปัจจุบันม่อนดอนแก้วเป็นม่อนยาหนึ่งในสามม่อนบนพื้นที่ของตำบลโรงช้าง
ด้วยความต้องการรักษา “ของดีของวิเศษ” ให้คงอยู่คู่ชุมชน ประมาณปี 2549 จึงมีโครงการสำรวจม่อนยา และต่อมาก็เกิดเป็นเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด
“การสำรวจม่อนยามีผู้เข้าร่วมหลายฝ่าย ได้รับความร่วมมือทั้งจากผู้อำนวยการทั้ง 2 โรงเรียนในตำบล กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน เยาวชน หัวหน้าสถานีอนามัย เกษตรอำเภอ พ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) ทั้ง 12 หมู่บ้าน รวมถึงตัวผมซึ่งเป็นนายก อบต. ด้วย” นายณัฐพงษ์ คำภีระ นายก อบต.โรงช้าง ประธานเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด กล่าวถึงกลุ่มเครือข่ายที่ร่วมกันริเริ่มทำงานในปีแรก
จากการผนึกกำลังกันทั้งในส่วนของประชาชนและองค์กรภาครัฐทำให้เครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดดมีความโดดเด่นเข้มแข็งในเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของในการปกป้องรักษาม่อนยา เป็นไปตามความคาดหวังของผู้ริเริ่มให้การสนับสนุนคือกองทุนนายแพทย์ธารา
อาจารย์ดารณี อ่อนชมจันทร์ ประธานกองทุนนายแพทย์ธารา อ่อนชมจันทร์ กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการนี้ว่า
“เราไม่อยากเห็นการพัฒนาต่างๆ นั้นเกิดจากคนภายนอกเข้ามา แล้วมาทำ มารู้ ว่าม่อนยาป่าแดดมีประโยชน์ โดยที่คนในชุมชนไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีความรัก ในประโยชน์ส่วนนี้ วันแรกที่มาประชุมตอนนั้นยังไม่มีคณะกรรมการ เป็นเพียงกลุ่มคนที่มาปรึกษาหารือเพื่อทำโครงการ โดยตั้งโจทย์ไว้ว่าคนโรงช้างหรือคนป่าแดดจะรักษาหรือใช้ประโยชน์จากม่อนยาป่าแดดด้วยคนป่าแดดเองได้อย่างไรให้เกิดความยั่งยืน และจะส่งทอดเรื่องการใช้ประโยชน์จากม่อนยาไปสู่เด็กๆ เยาวชนรุ่นลูกหลานได้อย่างไร จากการติดตามการทำงานของคณะกรรมการเครือข่ายเราก็เห็นความเข้มแข็ง เห็นความตั้งใจของคนในชุมชนจริงๆ”
เพื่อให้คนในท้องถิ่นและเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันอยู่มารับรู้ความเคลื่อนไหว และร่วมแลกเปลี่ยนเพื่อหาแนวทางฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นมา รวมถึงการส่งเสริมให้เด็กๆ รุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้ด้วย กิจกรรมหลักประจำปีของเครือข่ายจึงเป็นการจัด “ข่วงผญา” หรือลานภูมิปัญญา ภายในงานมีทั้งกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม การจัดแสดงผลงานของกลุ่มแม่บ้าน การนวดแผนโบราณ การจัดแสดงตัวยาสมุนไพรเพื่อการเรียนรู้ และการรักษาโรคด้วยภูมิปัญญาโดยหมอเมือง นอกจากนี้ยังมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดดกับกลุ่มหมอเมืองจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ทั้งแม่ฮ่องสอน น่าน ลำปาง แพร่ เชียงใหม่ และพะเยา
การสร้างเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดดเป็นการกลับมาหาภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนในชุมชน กลับมาหาทรัพยากรป่าไม้หรือสมุนไพรที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจิตสำนึกให้คนเห็นคุณค่าของทรัพยากรบนแผ่นดินเกิด แล้วใช้ปัญญาในการดูแลรักษา จัดการกับคุณค่าของทรัพกรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังที่พ่อสุรชาติกล่าวว่า
“มาในยุคนี้ความรู้สึกหรือสำนึกก็เปลี่ยนแปลงไป พอปวดหัว เป็นไข้ เจ็บแข้งเจ็บขาเล็กๆ น้อยๆ ก็นึกถึงสถานีอนามัย นึกถึงหมอโรงพยาบาล นึกถึงยาสมัยใหม่ ขาดการพึ่งตนเองในการรักษาโรค หลงลืมวิถีที่เราเคยช่วยเหลือตัวเองได้ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นวิถีทางในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยการพึ่งตนเอง พึ่งธรรมชาติ เพราะคนเราเกิดมาจากธรรมชาติ อยู่ได้ด้วยธรรมชาติ ก็ขอฝากข้อคิดนี้ไว้ให้ลูกหลานทั้งหลายในรุ่นหลังจงนึกถึงสมุนไพร นึกถึงภูมิปัญญาของเราที่มีมาแต่โบราณ”
ปัจจุบันม่อนยาป่าแดดมี 3 ม่อน รวมเนื้อที่แล้วกว่า 200 ไร่ เครือข่ายรักษ์ม่อนยาได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานเป็นอย่างดีจากองค์กรในท้องถิ่นโดยเฉพาะ อบต.โรงช้าง ที่สนับสนุนทั้งงบประมาณและบุคลากร รวมถึงการกำหนดแผนนโยบายให้งบประมาณต่อเนื่องปีละ 20,000 บาท ซึ่งอยู่ในส่วนแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม
“การทำงานในพื้นที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนนายแพทย์ธารา อ่อนชมจันทร์ มาร่วมทำกิจกรรมกับคนในพื้นที่ และมีองค์กรในท้องถิ่นที่ช่วยกันผลักดัน โดยเฉพาะ อบต. ซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือ มีบุคลากรและปัจจัยเสริมหลายๆ อย่าง ถ้าหน่วยงานท้องถิ่นผลักดันผมมั่นใจว่าคงไม่ยุ่งยากในการบริหารจัดการ เพราะเราเข้าใจแนวทางร่วมกัน แต่ประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนให้ได้ตอนนี้คือจะนำความคิด วิธีคิด วิธีนำแนวทางทั้งหลายมาสู่กระบวนการของการอนุรักษ์ รักษา พัฒนาม่อนยาสมุนไพรอย่างไรให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายยนต์ ปัญญางาม ผู้อำนวยการโรงเรียนโรงช้างวิทยากล่าว
โดย กองบรรณาธิการจดหมายข่าวเพื่อนธรรมชาติ มูลนิธิสุขภาพไทย










