สมุนไพรกับธรรมะ
"ถ้าเดินเข้าไปในป่าก็จะรู้ว่าไม่มีต้นไม้หรือเถาวัลย์ตัวไหนที่ไม่เป็นยา แม้แต่ขอนไม้ผุๆก็ยังเป็นยา"
พระครูสุภาจารพิมล หรือที่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกจนติดปากว่า"หลวงตา"เจ้าอาวาสวัดศรีสระเกษ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร หลวงตาท่านเคยคลุกคลีกับคนเฒ่าคนแก่ และมีความสนใจเรื่องสมุนไพรมาช้านานตั้งแต่ก่อนออกบวช มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคหลายชนิด อย่างเช่น โรคมะเร็งตับ มะเร็งในเม็ดเลือด นิ่วไต นิ่วกระเพาะปัสสาวะ ริดสีดวงทวาร โรคหัด โรคงูสวัด
ความรู้ความสามารถในการใช้สมุนไพรรักษาโรคทำให้หลวงตาได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้าน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานชมรมหมอพื้นบ้านสกลนครตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมา ในแวดวงหมอพื้นบ้านถือว่าหลวงตาเป็น "หมอใหญ่" ซึ่งหมายถึงผู้มีความสามารถวินิจฉัยโรคได้หลากหลายอย่างน้อย ๓ อย่างขึ้นไป และมีประสบการณ์การใช้ยาสมุนไพรรักษาผู้ป่วยนานนับสิบปี
หลวงตาเป็นหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์รักษาผู้ป่วยมามากทั้งโรคทางกาย ทางจิต โดยเฉพาะโรคนิ่วไต ซึ่งต้องมีการปรุงยา หลวงตาบอกว่าจะต้องรู้และแม่นในตัวยา รวมถึงขั้นตอนการต้ม การฝน การกิน และต้องรู้รสยา สามารถแยกได้ตามหลักเภสัช คือ ยา ๙ รส การใช้ยาสมุนไพรจะไม่เกิดอาการแพ้ ถ้าถูกโรคก็จะหาย ถ้าไม่ถูกผู้ป่วยก็ไม่เป็นอะไร มีความปลอดภัยสูง
ความเชื่อมั่นในคุณค่าของการรักษาด้วยสมุนไพรเป็นผลจากความเชื่อที่หลวงตายึดถือตามคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งหลวงตาบอกว่า
"สรีระร่างกายของมนุษย์คือธรรมชาติ ปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะฉะนั้นเราจะเอาสารเคมีเข้าไปจัดการกับธาตุเหล่านี้ไม่ได้ เหมือนกับกระดูกหักเราจะเอาเหล็กเอาพลาสติกเข้าไปแทน ซึ่งมันไม่ใช่กระดูก อวัยวะส่วนนั้นก็มีแต่จะลีบเล็กลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นหมอพื้นบ้านจะรักษาด้วยการจอดกระดูก แล้วเอาน้ำมนต์เป่าผสานกับน้ำมันไล่เลือดที่มันคั่งอยู่ข้างใน ยาปฏิชีวนะของแพทย์แผนปัจจุบันนั้นสังเคราะห์มาจากสารเคมี มันจะทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมามากมาย"
หลวงตาเล่าว่าทุกวันนี้คนมุ่งแต่จะรักษากับแพทย์สมัยใหม่ซึ่งต้องใช้เงินเยอะ ขณะที่ถ้ามารักษากับหมอพื้นบ้าน ถ้าเป็นอาการเจ็บป่วยไม่ร้ายแรงแค่เสียค่าบูชาครู ๑๒ บาท หรือ ๒๔ บาท ก็ได้ช่วยเหลือกันในเบื้องต้น และจะทำให้มองเห็นคุณค่าของต้นไม้ที่นำมาปรุงเป็นยา เชื่อมโยงไปสู่เรื่องของการอนุรักษ์ป่าไม้ รวมถึงการปลูกและขยายพันธุ์พืชสมุนไพรไปในตัว เพราะถ้าผู้คนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าของพืชสมุนไพรแล้วก็จะอยากปลูกไว้ เช่น ทองพันชั่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง หรือเสลดพังพอน รักษางูสวัด ฯลฯ ความรู้เหล่านี้ท่านเห็นว่าหมอพื้นบ้านควรแนะนำให้ชาวบ้านได้รู้ไปด้วย
หลวงตาปรารถนาให้มีการอนุรักษ์สมุนไพรร่วมกับหมอพื้นบ้าน โดยวางแผนไว้ว่าจะทำโครงการเดินป่าเพื่อเก็บข้อมูลชนิดของยาสมุนไพรในพื้นที่ของจังหวัดสกลนคร นอกจากนี้ ท่านยังใฝ่ฝันอยากจะสร้างโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย เพื่อให้เป็นจุดศูนย์รวมของหมอพื้นบ้าน เพื่อเป็นสถานบริการด้านสุขภาพทางเลือกให้กับผู้ป่วย ให้เขาได้เลือกด้วยตัวเองว่าจะรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน หรือรักษาแบบแผนโบราณได้อย่างอิสระ
โดย สุธิดา วงษ์อนันต์
ที่มา : จดหมายข่าวเพื่อนธรรมชาติ มูลนิธิสุขภาพไทย ฉบับพิเศษ มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๒










