สมุนไพร 3 สหาย สยบ “ขี้ทูดกุดถัง” ความรู้คู่ชีวิตหมอพื้นบ้านเมืองอุบล
“ผมเลี่ยงไม่ได้ เพราะชาวบ้านที่ป่วยเขาก็ต้องการให้รักษา ไม่อยากรักษาเขาก็ยังมา เมื่อเขามาหา ผมก็ต้องรักษา”
ด้วยสามัญสำนึกที่มีจิตเมตตาและอ่อนโยน เมื่อเห็นผู้ป่วยก็รู้สึกสงสารจึงทำให้ พ่อกิตติ นาคูณ ยังคงยืนหยัดนำศาสตร์ที่ได้สืบทอดและร่ำเรียนมาให้การเยียวยารักษาชาวบ้านที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
พ่อกิตติ นาคูณ เป็นหมอสมุนไพรประจำบ้านหนองไผ่ หมู่ ๓ ต.ดอนจิก อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นกรรมการชมรมหมอพื้นบ้าน จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยวัยเพียง ๔๗ ปีนับเป็นหมอพื้นบ้านที่มีอายุน้อยที่สุดในชมรม แต่มีความเชี่ยวชาญในรักษาแผลที่เกิดจากโรคเบาหวานด้วยการใช้สมุนไพรพื้นบ้านตามท้องไร่ท้องนา จนได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในย่านอำเภอพิบูลมังสาหารมากว่า ๒๐ ปี
พ่อกิตติสืบทอดภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรมาจากคุณตาคือ ตาสี สีวัน ในสมัยก่อนคุณตาใช้สมุนไพรรักษาโรคขี้ทูดกุดถัง ที่เป็นแผลเน่าเปื่อย พุพอง เมื่อครั้งเป็นเด็กตั้งแต่อายุน้อย ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน พ่อกิตติชอบติดตามคุณตาไปเก็บสมุนไพรตามป่าหรือตามท้องไร่ท้องนา จึงได้ซึมซับเรียนรู้วิธีการใช้สมุนไพรในการรักษาแผลตั้งแต่นั้นมา โดยรายแรกที่ให้การรักษาพ่อกิตติเล่าว่า “หลังจากเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรจากตาแล้วก็ย้ายไปทำงานกับพี่ชายที่จังหวัดกระบี่ อ.ลันตา ไปเจอผู้ป่วยโรคเบาหวานรายหนึ่งเป็นแผล ก็เลยแนะนำว่าแผลแบบนี้มียาอยู่ที่บ้านรักษาหาย เขาก็ถามว่าเป็นยาแบบไหนช่วยเอามาให้ด้วย ก็เลยกลับมาบ้านเก็บเอาสมุนไพรสามตัวนี้บดเป็นผงไปใส่แผลให้ รักษา ๓-๔ เดือนก็ดีขึ้น พอผมกลับมาอยู่ที่บ้านก็มีชาวปักษ์ใต้ตามมาให้รักษาอีก หลังจากนั้นก็ได้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานเรื่อยมา เดือนหนึ่งรักษาประมาณเดือน ๔-๖ ราย ยิ่งในฤดูฝนคนจะยิ่งเป็นแผลเปื่อยเยอะมาก”
สมุนไพรที่ตาสีใช้รักษาโรคขี้ทูดกุดถังในสมัยก่อนนั้นมี 3 ชนิดคือ เหมือดแอ่ อะราง และพะเนียง
พ่อกิตติได้พัฒนาองค์ความรู้นี้มาสู่การรักษาแผลที่เกิดจากโรคเบาหวานซึ่งมีทั้งแผลพุพอง แผลเปื่อย มีน้ำเหลือง แผลติดเชื้อ แผลเนื้อสุก แผลเนื้อตาย โดยผสมผสานกับเครื่องไม้เครื่องมือในยุคปัจจุบัน อย่างเช่น กรรไกร ตะไบมีด คีมหนีบ สำลี เพื่อทำแผลให้กับผู้ป่วย และใช้น้ำอุ่นผสมเกลือในการล้างแผล
พ่อกิตติเล่าว่าการล้างแผลด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือจะช่วยให้เนื้อไม่ตายมีโอกาสงอกขึ้นมาใหม่ และสมุนไพรทั้งสามชนิดก็จะช่วยสมานแผลและกระตุ้นให้เนื้อเกิดใหม่ โดยแต่ละชนิดมีสรรพคุณในการรักษาแผลต่างกัน คือ เหมือดแอ่ ส่วนที่ใช้เป็นยาคือเปลือกและใบ มีสรรพคุณทำลายเนื้อเน่าเนื้อตาย พะเนียง ส่วนที่ใช้เป็นยาคือเปลือก มีสรรพคุณลดน้ำเหลือง น้ำหนอง อะราง ส่วนที่ใช้เป็นยาคือเปลือก มีสรรพคุณทำให้เนื้อเกิดใหม่
การรักษาบาดแผลจะต้องดูจากลักษณะแผลว่าควรจะปรุงยาแต่ละชนิดในอัตราส่วนเท่าไร คอยสังเกตบาดแผลอย่างสม่ำเสมอและปรุงยาไปตามลักษณะอาการ ซึ่งการรักษาแบบนี้จะต้องใช้ความอดทนอย่างมากทั้งหมอพื้นบ้านและตัวผู้ป่วยเอง ระยะเวลาในการรักษาก็ขึ้นอยู่กับบาดแผล สำหรับแผลที่ยังใหม่จะใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 2 เดือนแผลก็หาย ถ้าแผลเน่าเปื่อยมาก ๆ จนส่งกลิ่นเหม็นใช้เวลาประมาณ ๔-๗ เดือน หรือบางรายเป็นแผลบวมเรื้อรังก็ใช้เวลานานคือประมาณ ๑๒ เดือน “คนป่วยเบาหวานไปโรงพยาบาลกี่ราย ๆ ก็ถูกสั่งตัดขา กว่าจะมาถึงผมแผลมันก็เน่าก็เปื่อย ไปนอนโรงพยาบาลอยู่เดือนสองเดือนเท้าก็เน่าไปเรื่อย ๆ หมอจะตัดขาแต่คนไข้ไม่ยอม สุดท้ายก็กลับบ้านมารักษากับผมที่นี่ ซึ่งก็ค่อนข้างจะรักษาลำบากและใช้เวลานานเพราะแผลมันเปื่อยมากแล้ว” พ่อกิตติกล่าว
ยายพับ สีแสด อายุ ๖๒ ปี ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมาตั้งแต่ปี 2536 และเริ่มมีแผลที่เท้าขวาเมื่อ ๕-๖ ปีที่ผ่านมา เคยไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานีนานถึงครึ่งเดือน หมอบอกจะต้องตัดขา แต่คุณยายบอกว่า “สิตายกะยอมตาย แต่บ่ยอมให้ตัดขา หมอเพิ่นกะด่า แล้วบอกให้กลับบ้านไป” หมอไม่เข้าใจผู้ป่วย และผู้ป่วยก็ไม่เข้าใจหมอ สุดท้ายคุณยายจึงต้องออกจากโรงพยาบาล คุณยายเล่าว่าตอนออกมาจากโรงพยาบาลก็ไม่คิดว่าจะหาย แผลใหญ่มาก ทั้งเน่าทั้งเหม็น ขอกลับมารักษาที่บ้าน ทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไร แต่ที่รู้คือไม่อยากให้หมอตัดขา มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ถ้าหากต้องตัดออกแล้วก็รู้สึกเป็นกังวล ไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าเขาจะเอาก้อนเนื้อไปทิ้งไว้ที่ไหน
โชคดีที่ลูกชายของคุณยายรู้จักกับพ่อกิตติ จึงให้พ่อกิตติมาช่วยรักษาถึงที่บ้าน เทียวมาล้างแผลและเอาสมุนไพรมารักษาแผลให้ ถามไถ่อาการ ตรวจดูบาดแผลอย่างสม่ำเสมอ พึ่งพาภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านอยู่ประมาณ 6 เดือน เท้าที่คุณยายพับหวงนักหวงหนากลัวว่าจะถูกตัดทิ้งก็กลับมาหายเป็นปกติจนถึงทุกวันนี้ แม้จะเดินเหินไม่ค่อยสะดวกแต่คุณยายก็ดีใจที่เท้าขวายังอยู่กับตัวเอง “พอรักษากับหมอกิตติจนแผลแห้งแล้ว ค่อยรู้สึกว่าตัวเองยังมีขา ดีใจที่แผลหาย ขอบคุณเพิ่นหลาย คั่นเพิ่นบ่รักษากะบ่ฮู้สิเป็นจังได๋”
สุขภาพเป็นปรากฏการณ์อันซับซ้อนหลากหลายมิติที่รวมไปถึงสภาพทางกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งต่างเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน การดูแลรักษาสุขภาพไม่ว่าระบบใดก็ตามทั้งการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์แผนโบราณเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ในสภาวะแวดล้อมและวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ระบบการรักษาสุขภาพก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย
สิ่งที่จะช่วยให้เราแลเห็นหนทางแห่งการเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วยอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นด้วยการมองเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่น มิใช่เพียงร่างกายที่มีการทำงานเสมือนเครื่องจักร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องผสมผสานองค์ความรู้สมัยใหม่ที่ผ่านการทดลองและได้มาในเชิงเหตุผลอย่างเช่นวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ากับภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณค่าและประสบการณ์ของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เพื่อปรับทัศนคติที่สมดุลระหว่างความรู้เชิงเหตุผลกับความรู้ที่เกิดขึ้นเองจากประสบการณ์แบบอัตวิสัย หรืออย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้ภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านที่มีการรักษาอย่างสอดคล้องเหมาะสมตามสภาพวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรม ได้เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย ดังที่ คุณพัชริน วิจิตรอลงกรณ์ ที่ปรึกษาชมรมหมอพื้นบ้าน จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า “หมอพื้นบ้านเขารักษาด้วยจริยธรรม คุณธรรม มันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม กฎหมายมันมาทีหลัง เขาอยากช่วยเหลือคน และคนที่ป่วยเขาก็สมัครใจจะรักษา แต่หมอกลุ่มนี้กลับไม่มีพื้นที่ทางสังคม ตัวตนเขาเป็นใครก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก บางทีก็มีปัญหา เข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าก็โดนจับ หรือถ้ามีคนป่วยมาให้รักษาก็ถูกข่มขู่ว่าผิดกฎหมาย”
สำหรับหมอพื้นบ้านธรรมดาอย่างพ่อกิตติ รายได้จากการรักษาผู้ป่วยคงไม่ได้ช่วยให้ร่ำรวยขึ้นมามากมายเท่าไรนัก แต่สิ่งสำคัญคือความภูมิใจที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย เป็นที่พึ่งพิงในยามที่ผู้ป่วยต้องการ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อกิตติยอมเป็น “หมอเถื่อน” โดยไม่อาจละทิ้งวิชาความรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย










