เตรียมชง ครม.เพิ่มเขตคุ้มครองสมุนไพร
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งหากมีการใช้โดยไม่มีระบบการจัดการที่รอบคอบอาจสูญพันธุ์ได้ ดังนั้น สธ.ได้ออกกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 เพื่อคุ้มครองสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดสมุนไพร ดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ
1.การคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตำรับยาแผนไทยและตำราการแพทย์แผนไทย
2.คุ้มครองสมุนไพรที่มีค่าต่อการศึกษาหรือวิจัย ทางเศรษฐกิจและอาจจะสูญพันธุ์
3.คุ้มครองบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพรที่อยู่ในและนอกพื้นที่เขตอนุรักษ์ และที่ดินเอกชน
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า กรมการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และสำนักงานนายทะเบียนจังหวัดและชุมชน คุ้มครองสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพรที่มีในระบบนิเวศ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติหรือมีความหลากหลายทางชีวภาพ หรืออาจได้รับผลกระทบได้ง่ายจากการกระทำของมนุษย์ เพื่อกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ ห้ามไม่ให้ใครยึดครอง ปลูกหรือก่อสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือตัด โค่น แผ้วถาง เผา หรือทำลายต้นไม้ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปเว้นแต่ได้รับอนุญาต
สำหรับปีงบประมาณ 2553 นี้ ได้ทำแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในเขตพื้นที่อนุรักษ์ พ.ศ.2553-2555 คุ้มครองสมุนไพรในเขตอนุรักษ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่
1.พื้นที่ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
2.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี
3.เขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี
4.พื้นที่ป่าเขาสลัดได อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา โดยใช้งบประมาณจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ รวมเป็นเงิน 9 ล้านบาทเศษ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้
ตั้งแต่ปี 2551-2552 คณะรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบประกาศเขตคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ภูผากูด จ.มุกดาหาร เป็นแห่งแรก เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2551 ดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2551-2553 ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.หนองสูง และ อ.คำชะอี จำนวน 22 หมู่บ้าน โดยได้สำรวจและขึ้นบัญชีสมุนไพรที่พบทั้งหมด 322 ชนิด และได้จัดพิมพ์หนังสือสถานภาพของสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ดังกล่าว ซึ่งจะมีการติดตามการเปลี่ยนของสมุนไพรบริเวณนั้น และนำมาศึกษาวิจัยทางวิชาการเพื่อการพัฒนาต่อยอดในการใช้เป็นยาหรือประโยชน์ทางการแพทย์ และในปีเดียวกัน ได้ขยายเขตการคุ้มครองเพิ่มอีก 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก กำแพงเพชร นครพนม อุดรธานี นครราชสีมา อุบลราชธานี สระแก้ว ลพบุรี สตูล และ ระนอง ครอบคลุมพื้นที่ 3 ล้านกว่าไร่ ส่วนในปีงบประมาณ 2552 ได้ขยายเพิ่มอีก 13 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ สุโขทัย กระบี่ เชียงราย เลย มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ชัยภูมิ และ ปราจีนบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 3 ล้านกว่าไร่
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์










