ไขภูมิหมอยาพัฒนากลุ่มหมอนวด สู่การจัดหมวดองค์ความรู้การดูแลสุขภาพพื้นบ้านสุรินทร์
ห่างจากตัวอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ไปทางทิศตะวันออกเพื่อเข้าสู่ตำบลตาเบา เมื่อเลี้ยวเข้าไปตามถนนในหมู่บ้านตาเตียว ซึ่งมุ่งหน้าไปยัง วัดอมรินทราราม สองข้างทางที่ได้พบเห็นในวันนี้ยังเป็นภาพบ้านเรือนและรั้วที่ปลูกสร้างด้วยไม้ ยุ้งข้าวปรากฏทั่วไปแทบทุกหลังคาเรือน บางบ้านมีควายตัวอ้วนถูกผูกยืนเล็มหญ้าอยู่ และหลายบ้านมีต้นไม้ใหญ่น้อยทอดก่ายเกะกะปนกันไปอย่างสวนโบราณที่ดูรกครึ้มแต่เปี่ยมชีวิตชีวา
สำหรับคนต่างถิ่นอาจจะไม่เคยรู้ว่า เบื้องหลังภาพเหล่านี้ซึ่งดูปกติธรรมดาที่สุดกลับมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นทั้งคุณค่าและเอกลักษณ์ ซึ่งยังคงสอดแทรกประทับอยู่ในวิถีชีวิตชาวบ้านย่านนี้อย่างแนบแน่นตลอดมา ต่อเมื่อได้คลุกคลี ใกล้ชิดแล้วนั้นเอง บางคนจึงอาจจะเข้าใจได้ว่า เหตุใดจึงมีความองอาจและภาคภูมิแฝงอยู่ลึกๆ ในบุคลิกลักษณะของคนที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นท่วงทีกิริยาหรือน้ำคำที่เต็มไปด้วยเสียงรัวลิ้นและกังวานแจ่มชัดด้วยภาษาเขมรสุรินทร์เวลาพวกเขาคุยกัน
ท่ามกลางแสงแดดกล้ายามบ่ายเดือนพฤษภาคม 2552 ชายสูงวัยจนหลังคดโค้งคนหนึ่งค่อยๆ เดินเข้าไปหาชายที่อ่อนวัยกว่าสักเกือบสิบปีในรั้วบ้านหลังที่ตั้งอยู่ริมทาง แล้วก็ให้ชายผู้นั้นรักษานัยน์ตาที่เจ็บอยู่ด้วยการเป่า ทว่าเขาไม่ได้กลับทันที คงนั่งส่งภาษาพื้นบ้านกันต่อไปด้วยความสบายอกสบายใจ ก่อนที่อีกสักพักหนึ่ง หญิงวัยเกือบห้าสิบในบ้านหลังเดียวกันนี้ก็เตรียมตัวออกเดินทางไปกับเด็กสาวนุ่งสั้นเสื้อรัดรูปที่ขี่จักรยานยนต์เข้ามาตามเพื่อไป “นวด” ให้ใครบางคนที่บ้านของเธอซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร…
ภาพเช่นนี้คงเกิดขึ้นมานานแล้ว และยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบันที่หมู่บ้านแห่งนี้ แม้การเดินทางไปสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล ตลอดจนไปคลินิกในตลาดหรือในเมือง จะเป็นเรื่องที่สะดวกมากก็ตาม
ยิ่งเมื่อได้เข้าไปถึงตัววัดอมรินทราราม ที่ภายในมีศาลาขนาดใหญ่เคียงข้างด้วยต้นไม้ร่มรื่น หลายคนก็คงอดทึ่งในใจไม่ได้ หากได้เห็นภาพเตียงและเบาะสำหรับนวดจำนวนหนึ่งวางเรียงรายอยู่ที่พื้นศาลานั้น ขณะที่มีหญิงชาวบ้านซึ่งยังไม่สูงวัยนักกำลังนวดตัวหรือเท้าให้คนที่กำลังนอนอยู่ บางคราวก็ส่งภาษาถิ่นพูดคุยอย่างเป็นกันเอง สถานที่แห่งนี้ก็คือ ศูนย์สุขภาพชุมชน ที่ได้รับการบริหารและจัดการกันโดยชาวบ้านย่านนี้ และมี พระครูโสภณบุญกิจ เจ้าอาวาสวัดอมรินทราราม เป็นที่ปรึกษาทั้งคอยให้การสนับสนุน
พัฒนาต่อยอดจากฐานทรัพยากรเดิม ผสานการทำงานแบบเครือข่าย
มีศูนย์ฯตะบัลไพรเป็นพี่เลี้ยง
“ตอนทำโครงการ เราคิดจากฐานที่ศูนย์ตะบัลไพรมีอยู่ ผลพวงหรือบทเรียนที่เราได้ทำมาซึ่งเห็นชัดคือ การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมทุกมิติ ศูนย์เราทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ป่าครอบครัว ป่าชุมชน สวัสดิการชุมชน เน้นส่งเสริมฐานอาชีพที่เกี่ยวโยงกับการจัดการสิ่งแวดล้อม เรามีแนวคิดการทำงานที่เน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก เรามองว่าคนจะสมดุลทั้งกาย ใจ สิ่งแวดล้อม จะใช้ชีวิตยังไงให้มันสอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีอยู่ ที่ทำมาถ้าว่ายาวนานก็นาน ถ้าดูจากพัฒนาการ”

คุณชัชวาลย์ ชูวา
ชัชวาลย์ ชูวา สตรีร่างเล็กผิวคล้ำอย่างชาวสุรินทร์ทั่วไปวัยสี่สิบเศษ หัวหน้าศูนย์สมุนไพรตระบัลไพรและหัวหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการดูแลสุขภาพพื้นบ้านสุรินทร์ เกริ่นถึงที่มาของการทำงานนี้ด้วยท่าทางสบายๆ
เธอเล่าว่าตนเองเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์ใหม่ๆ ในปี 2538 โดยนอกจากการเผยแพร่ส่งเสริมแนวความคิดเรื่องสุขภาพทางเลือก การผลิตและจำหน่ายสมุนไพร รวมทั้งบริการด้านการแพทย์แผนไทยและสุขภาพทางเลือกต่างๆ แล้ว ยังได้ดำเนินงานพัฒนาคน และทรัพยากรในพื้นที่ด้วยการขอรับทุนสนบัสนุนจากหน่วยงานภายนอกทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง “ก่อนหน้านี้ปีสามแปดถึงสี่สาม (2538-2543) ได้ทุนจากเยอรมนีกะเนเธอร์แลนด์ ปีสี่ห้า (2545) ได้จากกองทุน SIF ปีสี่เจ็ดถึงสี่เก้า (2547-2549) ได้จากกองทุนสิ่งแวดล้อม ทำเรื่องเกษตร ป่า ของ สสส.เป็นการถอดองค์ความรู้หมอจับเส้น เสร็จแล้วก็มาทำโครงการนี้ จัดหมวดหมู่สังเคราะห์ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “องค์ความรู้ตอนหลังที่ชัดเจน จับต้องได้ก็ได้ทุนจาก สสส. (โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข) แท็กทีมทั้งภาคอีสาน แต่เราเป็นโครงการย่อยจากภาคอีกที เราไปศึกษาเรื่องกระบวนการเรียนรู้ด้านสมุนไพรและการนวดไทย เราก็เลยได้ความรู้ชุดนึง ทั้งเรื่องจับเส้น ตำรับยา ได้เรื่องพิธีกรรมมาตำรับนึง ปีต่อมารวบรวมองค์ความรู้การดูแลสุขภาพของคนสุรินทร์ของ สกว. ที่ตำบลบุฤาษี ก็เห็นอีกว่ามีองค์ความรู้หมอพื้นบ้าน นอกเหนือจากนั้นเรามีเครือข่ายหมอพื้นบ้านอีกเจ็ด-แปดอำเภอ (เมือง, รัตนบุรี, สังขะ, บัวเชต, ปราสาท, กาบเชิง, พนมดงรัก, เขวาสินรินทร์) ก็มาร่วมพูดคุยกัน เหมือนสัมมนา ได้ชุดองค์ความรู้พวกนี้ประปราย
“เรามองว่าองค์ความรู้นี้ยังไม่มีการรวบรวมเป็นชุด ได้แต่ทำ แต่ยังไม่ได้จัดหมวดหมู่ ก็เป็นจังหวะดีที่เครือข่ายสุขภาพวิถีไทยชวนคุย พอดีเรามีฐานอยู่ ก็เข้าแก็ปกัน ถ้าเราได้มาสังเคราะห์ ได้ถ่ายเทความรู้จากหมออายุมากสู่หมออายุน้อย นี่จึงเป็นที่มาที่เราสนใจสร้างระบบการดูแลสุขภาพ” ในฐานะผู้นำกลุ่ม ชัชวาลย์ช่วยปะติดปะต่อเนื้อหาของการทำงานให้ฟังแบบกระชับ
คณะทำงานของกลุ่มประกอบด้วย ที่ปรึกษา และผู้ร่วมโครงการ ซึ่งกลุ่มที่ปรึกษาประกอบด้วย นพ.เอกชัย ปัญญาวัฒนานุกูล อดีต ผอ.โรงพยาบาลกาบเชิง, เภสัชกรหญิงสุทธิดา บุญยศ กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์, พระสมุห์เสรี จนทวโส กรรมการเลขามูลนิธิพิพิธประชานาถ และนายชอย สุพินิจ รองประธานเครือข่ายหมอพื้นบ้านสุรินทร์
สำหรับผู้ร่วมโครงการก็คือน้องๆ เจ้าหน้าที่ภาคสนามในศูนย์ ร่วมด้วยแกนนำชุมชนซึ่งเป็นเครือข่ายในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอปราสาทอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งหมดเกือบสิบคน “ตอนหลังตระบัลไพรเป็นองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ พอได้โครงการมาเราก็ประชุมที่ปรึกษา แกนนำ ผู้นำในพื้นที่ แกนนำที่เป็นหมอยาใหญ่ พูดคุยกันว่าเราจะทำโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ เราจะวางหมากยังไง เหมือนกับทำความเข้าใจพื้นที่ กับแกนนำหรือเครือข่ายที่เราต้องเกี่ยวข้องอย่าง อบต.หรือ อนามัย (สอ.) ที่เราต้องขอความร่วมมือ เอาเขาเข้ามาฟังว่าเขาจะช่วยเสริม หรือต่อยอด สนับสนุนกิจกรรมเรายังไง” ชัชวาลย์อธิบาย และยกตัวอย่างถึงกิจกรรมการอบรมนวดในศูนย์สุขภาพชุมชนวัดอินทรารามที่ผ่านมาเมื่อปีก่อน
“ที่ผ่านมาเราได้ กศน.เข้ามาสนับสนุนค่าวิทยากร วัสดุอุปกรณ์ จากกระบวนการที่เราไปประสานความร่วมมือ แทนที่เขาจะไปวิ่งหากลุ่มเป้าหมาย (ผู้เข้าอบรม) เราก็ยื่นกลุ่มให้เลย กศน.เขาก็ได้ผลประโยชน์ เป็นผลงานไป พวกเราก็ได้ ชาวบ้านยิ่งได้ คือบางทีงบก็จำกัด แต่เขามาส่งเสริมเรื่องอุปกรณ์เรื่องอะไร มันก็ทำให้การทำงานของเราลื่นไหลมากขึ้น”
ส่วนกับเครือข่ายในพื้นที่ทั้งใกล้ไกล ชัชวาลย์กล่าวว่าสื่อสารกันโดยตลอดแล้วให้แกนนำไปขยายผลต่อเอง “กระบวนการทำงานในทีม ก็มีทีมเจ้าหน้าที่และแกนนำที่อยู่ในพื้นที่ อย่าง คุณสุริยา ประธานกลุ่มหมอนวด (ศูนย์วัดอมรินทราราม) พ่อเพือย (ดีด้วยมือ) ประธานหมอพื้นบ้าน นี่ได้คุยกันต่อเนื่องตลอด แล้วไปขยายผล ประสานในพื้นที่ เพราะบางกิจกรรมที่ต้องคัดแกนหลักจริงๆ คนในพื้นที่เขาจะคัดได้เจ๋งกว่าเราอยู่แล้ว
“การจัดการบางอย่างถ้าต้องทำกิจกรรมในพื้นที่ เราก็จะโยนงบให้ตัวแกนนำหลักในพื้นที่เลย ในบางกิจกรรมที่เขาสามารถจัดการ คือให้เขารู้สึกว่าเขามีบทบาท แล้วถ้าเหลือ-เขาก็ได้เอาเข้ากลุ่มด้วย มันเหมือนทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข เออ-มันมีงบเข้ามาตรงนี้นะ สร้างโอกาสให้เขาได้ทำงาน พวกเราก็ไม่เหนื่อย เขาก็ได้เรียนรู้ไปด้วย พัฒนาไปด้วย เขาก็สามารถจัดการได้ดี ในแท็กทีมของเขา” หัวหน้าโครงการอธิบายต่อเนื่องราวกับทุกอย่างแจ่มชัดอยู่ในความคิด
อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงก็คือ สำหรับชัชวาลย์ เธอมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้านนี้ในพื้นที่ของตนเอง ตั้งแต่การทำงานในบทบาทของแพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำโรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ จนกระทั่งออกมาปฏิบัติงานพัฒนาที่ศูนย์ฯแห่งนี้ ซึ่งทำให้เธอมีทั้งเครือข่ายบุคลากรและองค์ความรู้ที่หลากหลาย นี่คือปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ดำเนินงานได้ค่อนข้างราบรื่นมากทีเดียว
เรียบเรียงโดย วราภรณ์ พันธุ์พงศ์










