อบสมุนไพร
: สปาไทย
ที่มา
: มูลนิธิสุขภาพไทย
บุญเรือง
นิยมพร และคณะ (2538) ได้ศึกษาการอบไอน้ำสมุนไพร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการอบไอน้ำที่มีต่อร่างกาย
โดยใช้รูปแบบการวิจัย R&D (Research and Deve
lopment) และให้เพศและอายุเป็นตัวแปรอิสระ
การศึกษาได้แบ่งเป็นเพศชายและหญิง ช่วงอายุ 20-30, 31-40,
41-50 และ 50 ปีขึ้นไป กลุ่มละ 20 คน รวม 160 คน โดยควบคุมความร้อนของห้องอบที่
400C ความชื้นสัมพัทธ์ 90% ผลการศึกษาตั้งแต่ ม.ค. - ธ.ค.
2537 พบว่าในขณะที่อบไอน้ำอัตราชีพจรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดิม
20 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจเพิ่มขึ้นจากปกติ 6 ครั้ง/นาที
ความดันเลือดลดลงทั้งค่า Systolic และ Diastolic อย่างละ 10
มิลลิเมตรปรอท ซึ่งไม่ทำให้เกิดอันตราย หลังจากเสร็จสิ้นการอบไอน้ำแล้ว
อัตราชีพจร อัตราการหายใจ และความดันเลือดจะกลับคืนสู่ปกติภายในเวลา
20 นาที
ผู้ที่มารับบริการอบไอน้ำสมุนไพร
บอกว่า ร้อยละ 80 อบไอน้ำเพื่อสุขภาพและความเครียด ร้อยละ
10 เพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังและปวดเข่า ร้อยละ 5
เพื่อลดน้ำหนัก ร้อยละ 3 เพื่อให้ผิวสวย และร้อยละ 2 เพื่อบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก
สมคิด เอี่ยมธนานุรักษ์ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอบางแพ จ.ราชบุรี
ได้ทำการวิจัยเรื่องการใช้โปรแกรมการอบสมุนไพรด้วยไอน้ำ
และการประคบสมุนไพร เพื่อการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรค
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประยุกต์การใช้สมุนไพร
ด้วยการประคบและอบไอน้ำในการรักษาพยาบาลส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน
การประเมินผล โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบบันทึกข้อมูลการให้บริการจำนวน
176 คน สังเกตจากการสนทนา พูดคุยกับผู้มารับบริการ และจากแบบสัมภาษณ์ผู้ที่เคยมาใช้บริการ
จำนวน 100 คน พบว่า เพศหญิงจะมารับบริการมากกว่าเพศชาย และส่วนใหญ่เป็นหญิงวัยเจริญพันธุ์
จนถึงวัยใกล้หมดประจำเดือน (15-59ปี)
ผู้ที่มาใช้บริการเพื่อต้องการรักษาโรคคิดเป็นร้อยละ
59 ส่วนมากมีอาการปวดเมื่อย ปวดขา ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ
และผู้ที่มาใช้บริการเพื่อต้องการส่งเสริมสุขภาพ คิดเป็นร้อยละ
44 จากการสัมภาษณ์ทุกคนมีความพึงพอใจในบริการ ผู้ที่มารักษาโรคมีอาการดีขึ้นมาก
ร้อยละ 46 ดีขึ้นร้อยละ 5 และหายร้อยละ 5 ตามลำดับ >นอกจากนั้นผู้ที่มาใช้บริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพมีสุขภาพดีขึ้นร้อยละ
44 จากผลการศึกษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า
ผลของการอบสมุนไพรมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสุขภาพร่างกาย
ทั้งในแง่ของการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรคบางอย่างได้และข้อเสนอแนะของคณะวิจัยข้างต้น
ได้เสนอให้มีการพัฒนางานอบสมุนไพรต่อไปทั้งในแง่ของการขยายผลและการศึกษาวิจัยค้นคว้า
ข้อมูลจากคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน
กระทรวงสาธารณสุข