ฉลาดใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้ปลอดภัย

         ระยะนี้หากเดินเข้าร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สินค้าที่ต้องมีประจำร้านคงไม่พ้นผลิตภัณฑ์สมุนไพร บางร้านมีวางจนลานตาไปหมด ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยินก็มี ที่รู้จักอยู่บ้างก็ยังสงสัยเกี่ยวกับสรรพคุณ บางครั้งเกิดความกังวลว่ารักษาได้จริงไหม และใช้แล้วปลอดภัยหรือเปล่า

       เมื่อเดินเข้าร้านจำหน่ายสมุนไพร คุณต้องคิดอยู่เสมอว่า ร้านสมุนไพร ไม่ใช่ร้านช้อปปิ้ง ไม่ใช่ร้านที่อยากเห็นว่าเขาขายอะไรกันบ้าง พอเห็นแล้วก็อยากซื้อ อยากกิน อยากใช้ไปหมด ซึ่งถือเป็นการช้อปปิ้งที่ไม่ได้ให้ประโยชน์ทั้งต่อตัวคุณเอง สังคม รวมถึงสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

         ในการเข้าไปร้านสมุนไพรแต่ละครั้งหรือแต่ละร้าน คุณต้องมีวัตถุประสงค์ของตัวเองไว้ว่า คุณต้องการผลิตภัณฑ์สมุนไพรนี้ไปเพื่อรักษาโรคอะไร หรือเพื่อบำรุงสุขภาพ เมื่อรู้ความต้องการของตัวเองแล้วมาที่การเลือกซื้อกันเลยดีกว่า

       เริ่มแรกสิ่งที่คุณต้องดูก่อนเลยคือ รูปแบบภายนอก ตัวผลิตภัณฑ์นั้นต้องอยู่ในสภาพดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยหรู แต่หมายถึงต้องมีความสะอาด มิดชิด ป้ายไม่เลอะเทอะ ไม่มีฝุ่นละออง ดูลักษณะแล้วเป็นยาใหม่ ไม่ใช่เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เก่าประหนึ่งทำมาครั้งสมัยคุณปู่คุณย่า อย่างนั้นก็ไม่ไหว ที่สำคัญบรรจุภัณฑ์ต้องไม่มีรอยแตกหรือบิดเบี้ยว

         ขั้นตอนต่อไปเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการนำไปใช้มากขึ้น ให้มาพิจารณาดูรูปแบบภายในด้วย เพื่อจะให้ง่าย ต่อการเลือกซื้อเราจะแบ่งผลิตภัณฑ์สมุนไพรออกเป็น 3 ประเภท

        ประเภทที่ ๑ ยาสมุนไพร แบ่งออกเป็น

- ยาผง ต้องไม่มีมอดเจาะ ผงยาต้องไม่มีการจับตัวกันเป็นกลุ่มๆ มีความละเอียดสม่ำเสมอกัน
- ยาน้ำ สังเกตให้ดีมีราหรือไม่ ขอบๆไม่เป็นสีดำ ตัวยาไม่แยกเป็น ๒ ชั้น
- ยาแคปซูล เมื่อซื้อยาแล้วลองดูยาในแคปซูล เปิดแค่แคปซูลเดียวก็พอ แล้วดมกลิ่น กลิ่นจะเป็นตัวบอกว่ายานี้ใช้ได้หรือไม่
- ยาตอกเม็ด สีของเม็ดยาต้องสม่ำเสมอกัน ไม่เป็นด่างๆ ดำๆ ซีดบ้าง เข้มบ้าง
- ยาลูกกลอน สำหรับลูกกลอนดูวันผลิตดีๆ และให้สังเกตเม็ดลูกกลอนว่ามีใยขาวๆ เกาะอยู่บ้างรึเปล่า เพราะยาลูกกลอนโดยทั่วไปมีอายุได้ประมาณ 1 ปี เกิดเชื้อราได้ง่าย

        เลือกซื้อยาสมุนไพรทุกครั้ง ต้องดูวัน เดือน ปีที่ผลิต และให้พยายามตรวจวัน เวลาที่ซื้อด้วย ควรมีการจดบันทึกไว้วันที่ซื้อและวันที่เปิดใช้ยา เพราะการซื้อกับการเปิดใช้อาจไม่ใช่วันเดียวกัน ซื้อมาเก็บไว้อาจยังไม่ได้ใช้ สภาวะแวดล้อมอาจทำให้ยานั้นเสียได้

        ประเภทที่ ๒ เครื่องสำอางสมุนไพร ที่เป็นปัญหาที่สุดเห็นจะเป็นแชมพูสมุนไพร
เพราะการผลิตแชมพูใช้เทคโนโลยีง่ายๆ แค่นำหัวแชมพูมาผสมกับน้ำสมุนไพร แล้วเคี่ยว อัตราส่วนการทำก็แล้วแต่แหล่งที่ผลิต สูตรใครก็สูตรมัน ซึ่งกรรมวิธีแบบนี้ทำให้ความเข้มข้นของน้ำยาลดลง เกิดเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย แชมพูสมุนไพรจึงเก็บไว้ได้ไม่นาน การเลือกใช้แชมพูหากทดลองนำมาใช้แล้วไม่ได้ผลให้เลิกใช้ดีกว่า

        แชมพูบางชนิดที่ออกวางขาย อาทิ แชมพูมะคำดีควาย สรรพคุณขจัดรังแค แก้ชันนะตุ การจะใช้แชมพูตัวนี้ แนะนำว่าไม่ควรใช้สระผมทุกวัน ให้ใช้เฉพาะช่วงที่เป็นรังแค หรือเป็นชันนะตุ เพราะตัวมะคำดีควายนั้นอาจทำให้หนังศีรษะเกิดการระคายเคืองได้

        อันที่จริงแล้วการสระผมเป็นเพียงการทำความสะอาดเส้นผม และดูแลหนังศีรษะ ฉะนั้นการสระผมใช้เพียงเนื้อแชมพูสระชำระสิ่งสกปรกก็เพียงพอแล้ว แต่เมื่อใดมีปัญหาเกี่ยวกับหนังศีรษะเมื่อนั้นก็ค่อย ใช้แชมพูสมุนไพรมาสระผมเพื่อรักษาจะดีกว่า

        ประเภทที่ ๓ ชาสมุนไพร แบ่งเป็น

- ชาสมุนไพรดื่มเพื่อสุขภาพ ที่สามารถดื่มได้ทุกวัน ทำจากสมุนไพรที่เราใช้กินเป็นอาหาร เช่น ชาขิง ชาตะไคร้ ชามะตูม ชากระเจี๊ยบ ฯลฯ การดื่มอย่าใช้ปริมาณมาก และอย่าดื่มชนิดเดียวกันนานๆ เป็นเดือน ควรดื่มสลับกันอย่างน้อยชนิดละ 1-2 สัปดาห์
- ชาสมุนไพรรักษาโรค จะเป็นยาในรูปแบบของชา เช่น ชาชุมเห็ดเทศ ชามะขามแขก เป็นยาระบาย กินเพื่อรักษาโรค ไม่เหมาะที่จะนำมาดื่มเพื่อสุขภาพทุกวันในภาวะที่ร่างกายปกติ

        รู้กันอย่างนี้แล้วคงทำให้คุณๆ มั่นใจในการเลือกซื้อ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้ปลอดภัยต่อตัวคุณ และครอบครัวของคุณได้มากยิ่งขึ้น

        อย่าลืมว่าใช้สมุนไพรผิดวิธี ปราศจากความรู้ความเข้าใจ ผลข้างเคียงย่อมเกิดขึ้นได้ กลายเป็นว่าแทนที่จะได้คุณประโยชน์จาก สรรพคุณของสมุนไพรกลับส่งผลเป็นโทษแก่ตัวคุณอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์


แหล่งข้อมูล : มูลนิธิสุขภาพไทย


 


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003