สมุนไพรกับการรักษาฝ้า
รศ.พญ.ณัฏฐา
รัชตะนาวิน/หน่วยโรคผิวหนัง โรงพยาบาลรามาธิบดี
ในทางการแพทย์ยาที่ใช้หลายอย่างก็มาจากพืช
แต่ในทางการแพทย์ได้คัดกรองตัวที่เป็นสารออกฤทธิ์ออกมา คือทำการศึกษาจนทราบว่าสารตัวนี้แหละ
(สารบริสุทธิ์) ที่ออกฤทธิ์ แล้วเราก็คัดกรองออกมาใช้ เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพและการรักษาจะเชื่อถือได้มากกว่า
สมุนไพรต่างๆ
ที่บอกว่ารักษาฝ้าได้ น่าจะเป็นความจริง แต่สัดส่วนที่ได้ผลไม่น่าจะสูงกว่าร้อยละ
20-30 แต่สารเคมีที่นำมาเป็นยาแล้วประสิทธิภาพสูงร้อยละ 50-70
เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้สมุนไพร และถามว่าจะเป็นอันตรายอะไรไหม
ก็ต้องใช้วิจารณญาณด้วย ถ้าหากสมุนไพรนั้นมีลักษณะเป็นใบไม้
ดอก รากไม้ น่าจะปลอดภัยกว่าที่เป็นสารสกัดออกมาเป็นเม็ดและสรรพคุณของพืชนั้นๆ
ถ้าคิดว่าเกินจริงหรือเหลือเชื่อ ก็อาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เช่น ที่โฆษณาว่าสามารถรักษาฝ้าให้หายขาด มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก
ส่วนสมุนไพรบางอย่าง
เช่น ชะเอมเทศ ใบหม่อน หรือพวกขมิ้นส่วนใหญ่จะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
ซึ่งสารอนุมูลอิสระจะเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังและกระตุ้น
การสร้างเมลานินเพราะฉะนั้นการใช้สมุนไพรกลุ่มนี้อาจจะช่วยได้ระดับหนึ่ง
การที่คนทั่วไปจะซื้อครีมทาฝ้ามารักษาเอง
กรณีนี้ถ้าผู้ใช้พิจารณาดูแล้วว่าราคาไม่แพง มาก และไม่โฆษณาเกินจริงก็อาจจะลองใช้ได้
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินตัวเองด้วย เช่น ถ้าใช้ไป 2-3
เดือน แล้วไม่ดีขึ้นก็ควรจะหยุด และอยากแนะนำว่าให้ใช้ในรูปของยาทาจะปลอดภัยกว่ายากิน
ซึ่งอาจมีผลต่อตับและไตได้
ส่วนใหญ่พอพูดว่าสมุนไพร คนจะคิดว่าไม่มีอันตราย
แล้วคิดว่ายาคือสารเคมี แต่สมุนไพรไม่ใช่ จริงๆ แล้วสมุนไพรก็คือสารเคมี
และพืชเองก็ทำให้เกิดผื่นแพ้และระคายเคืองได้เช่นกัน
ข้อควรระวังคือ การรักษา ตัวเองแล้วเกิดผื่นแพ้
ในปัจจุบันผิวหนังบริเวณนั้นจะคล้ำขึ้น ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานก็อาจจะรักษายาก
และทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น ในปัจจุบันเครื่องสำอางต่างๆ
จะมีคำว่าไวเทนนิ่งอยู่เสมอ อยากเรียนว่าอย่าหลงไปเป็นเหยื่อโฆษณาที่กล่าวอ้างสรรพคุณว่าทำให้หน้าขาวใส
ลดริ้วรอยอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะสารที่มีฤทธิ์ทำให้ผิวขาวส่วนใหญ่จะถูกควบคุม
เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นยาคือเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง
เช่น สารไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ หรือสารคอร์ติโคสตเตียรอยด์
เป็นต้น อาจจะมีบางกลุ่มที่มีฤทธิ์อ่อนเช่น retiol, arbutin,
licorice หรือ เอเอชเอ ในความเข้มข้นต่ำที่อนุญาตให้ใช้ในเครื่องสำอางได้
ดังนั้น โอกาสที่จะได้ผลน่าจะต่ำกว่าการใช้ยาจากแพทย์ผิวหนังที่มีความรู้ที่ถูกต้อง
และที่สำคัญราคาของเครื่องสำอางไม่ได้เป็นหลักประกันว่า
เครื่องสำอางราคาแพงจะมีประสิทธิภาพดีกว่าเสมอไป
แหล่งข้อมูล
: หมอชาวบ้าน.นิตยสารรายเดือนปีที่
24 ฉบับที่ 288 เมษายน 2546 หน้า 35