โรคซึมเศร้า..อันตรายใหม่ของมนุษยชาติ!
วันนี้จำเป็นจะต้องเร่งแสดงเรื่องโรคซึมเศร้าซึ่งกำลังเป็นโรคน้องใหม่ที่วิ่งแรงแซงโค้ง
โรคร้ายแรงรุ่นพี่อย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มว่าอีกไม่นานเกินรอโรคซึมเศร้าก็จะก้าวเข้าไป
อยู่ในแถวหน้าและจะเป็นหนึ่งในสามโรคภัยร้ายแรงที่คุกคามชีวิตของมวลมนุษย์โรคภัย
ร้ายแรงที่คร่าชีวิตมนุษย์ทั่วโลกเป็นจำนวนมากในแต่ละปีมีอยู่สองโรคกับหนึ่งภัย
คือโรคมะเร็งอย่างหนึ่ง โรคหัวใจอย่างหนึ่งและภัยจากอุบัติเหตุอย่างหนึ่งโรคภัยทั้งสามอย่างนี้
ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนชิงลำดับหนึ่งกันมาเป็นเวลานานแล้ว
ความจริงโรคภัยทั้งสามอย่างนี้เป็นผลิตผลของสังคมแบบอุตสาหกรรมใหม่ทั้งสิ้น
คือโรคมะเร็งเป็นผลิตผลของความเป็นพิษทั้งอากาศ น้ำ และสภาพแวดล้อม
ตลอดจนอาหารที่มนุษย์ดื่มกินและยังบวกเข้ากับอารมณ์เครียดที่เกาะกุม
มวลมนุษย์หนาแน่นขึ้นทุกที และทำให้เกิดอนุมูลที่ทำให้เป็นโรคมะเร็ง
ผู้คนจึงเป็นโรคมะเร็งกันมากขึ้น
ส่วนโรคหัวใจก็เป็นผลิตผลใหม่ที่มนุษย์ดื่มกินโดยไม่บันยะบันยัง
ในขณะที่ไม่ใส่ใจ
ต่อการออกกำลังกาย ทำให้บังเกิดต้นเหตุหรือปัจจัยที่จะทำให้เป็นโรคหัวใจ
สำหรับภัยจากอุบัติเหตุก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าอุบัติเหตุรถยนต์
มอเตอร์ไซด์
เป็นอุบัติเหตุที่ทำให้คนตายเป็นจำนวนมาก
คนเราเพิ่งจะคุ้นเคยกับคำว่าโรคซึมเศร้าเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
เพราะเมื่อก่อนหน้านี้
คนไม่รู้จักคำว่าโรคซึมเศร้าทั้งๆ ที่สิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้านั้นมีอยู่คู่กับชีวิตทุกชีวิต
มาตั้งแต่เริ่มมีมนุษยชาติแล้ว อาการของโรคซึมเศร้าก็คือทั้งซึมทั้งเศร้าทั้งเหงา
ทั้งหงอยหน้าก็แห้ง ตาก็ลอย ถึงแม้อยู่ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียว
แม้หูจะได้ยินเสียง ตาจะเห็นรูปปากจะได้ลิ้มรส จมูกจะได้กลิ่น
กายจะได้สัมผัสสิ่งใดๆ
ก็ตาม ก็เหมือนกับสัมผัสความว่างเปล่า ไม่รู้สึกรู้สา นานๆ
เข้าก็คล้ายกับตอไม้เข้าไปทุกที
พอซึมเศร้าแบบนี้นานเข้าก็เข้าใจเอาเองว่าตัวเองไร้คุณค่า
ไม่มีใครต้องการคบหา
ขืนมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไร้ประโยชน์เปล่าจึงเป็นเหตุให้เกิดความคิดตัดรอนชีวิตตัวเอง
ด้วยวิธีการต่างๆ และเป็นเหตุที่บังเกิดกับคนญี่ปุ่นมากที่สุด
และล่าสุดก็มีผู้ประมาณว่า
ความเสียหายของคนญี่ปุ่นที่ฆ่าตัวตายแบบนี้ทำให้เกิดความเสียหายปีละหลายแสนล้านบาท
ผลการสำรวจล่าสุดปรากฏว่ามีคนเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นเฉพาะตัวเลขที่สำรวจได้
ปรากฏว่าจำนวนคนเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ในลำดับสี่ของโรคภัยทั้งสามที่ได้แสดงมาข้างต้นนั้น
ซึ่งน่าจะไม่ค่อยถูกต้องเท่าใดนักเพราะตัวเลขที่สำรวจได้เป็นผลสำรวจจากพวกที่ป่วย
ด้วยโรคที่เรียกว่าซึมเศร้าจนอาการร่อแร่ใกล้จะฆ่าตัวตายแล้ว
คงจะไม่ได้รวมถึง
พวกที่อาการยังไม่หนักหนาสาหัสหรือที่เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นมาระยะหนึ่ง
แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต และถ้านับคนจำพวกนี้เข้าไปด้วยแล้วจำนวนของผู้ป่วย
ด้วยสิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้าก็คงจะมีจำนวนอยู่ในแถวหน้าสุดของโรคภัย
ที่คุกคามมนุษยชาติอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้
แพทย์แผนตะวันตกไม่รู้ภูมิปัญญาตะวันออก
และไม่เข้าใจเรื่องของจิตดังนั้นจึงได้
คิดหาแต่วิธีการตามแบบแผนตะวันตก คือแบบวัตถุล้วนๆแล้ววินิจฉัยว่าการที่คน
เป็นโรคซึมเศร้าก็เพราะขาดฮอร์โมนบางชนิดเริ่มต้นด้วยการขาดฮอร์โมน
ที่เกี่ยวข้องกับการสืบเผ่าพันธุ์ แล้วเป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในร่างกาย
ที่ผิดปกติไปจากวัยหนุ่มวัยสาวหนักเข้าก็เรียกอาการผิดปกตินั้นว่าวัยทอง
ความจริงมนุษย์เมื่อสองพันกว่าปีก่อนก็ผ่านวันเวลาและเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้
มาแล้วทั้งสิ้น แต่ไม่เห็นเป็นปัญหา เพราะถือว่าเป็นเรื่องปกติของชีวิต
และไม่เห็นว่าเป็นโรค แต่พอพวกฝรั่งเห็นว่าเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามวัย
ก็คิดหาฮอร์โมนหรืออาหารเสริมซึ่งย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทางการค้า
แอบแฝงอยู่เป็นส่วนมากเพราะในที่สุดไม่ว่าจะกินฮอร์โมนหรืออาหารเสริมอย่างใด
ในที่สุดก็ไม่อาจล่วงพ้นความแก่หรือฟื้นความสามารถในการสืบเผ่าพันธุ์ขึ้นมาได้
กระทั่งต้องถึงแก่ความตายในที่สุด
พอมาถึงโรคซึมเศร้าก็บอกว่าเป็นเพราะขาดฮอร์โมนอีก หลายคนหลงเชื่อ
ไปรักษาแบบแผนตะวันตกที่ว่านี้ สิ้นเปลืองเงินทองไปนับไม่ถ้วนก็ไม่หาย
และในที่สุดก็กลายเป็นคนอมโรคเพราะหลงเชื่อว่าตัวเองเป็นโรค
และเป็นโรคที่หมอบอกว่ารักษาไม่หาย จึงทำให้สิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้านั้น
หนักหนาขึ้นไปอีกเพราะสิ้นหวังในชีวิต เนื่องจากเชื่อหมอว่ารักษาไม่หาย
มันจะรักษาให้หายได้อย่างไรเพราะเป็นการวินิจฉัยที่ผิดสิ่งที่แบบแผน
ตะวันตกเรียกว่าโรคซึมเศร้านั้นมันไม่ใช่โรคและไม่ใช่ภัย
แต่เป็นทุกข์ชนิดหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนมาสองพันกว่าปีแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนเรื่องทุกข์ไว้หลายประการ
ประการแรก ความทุกข์ที่เกิดแต่ชีวิตโดยตรงคือความเกิด ความแก่
่ความเจ็บและความตาย เป็นความทุกข์
ประการที่สอง ความทุกข์ที่เกิดกับการยึดถือคือความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
ความประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ความปรารถนาแล้วไม่ได้สมดังปรารถนา
เป็นความทุกข์
ประการที่สาม ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ไม่ว่าเพราะขาดอาหารทางจิต
หรือเพราะขาดสติที่รู้เท่าทัน หรือขาดปัญญาที่เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
ความทุกข์ประเภทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าได้แก่ โสกะปริเทวะ
ทุกขะโทมนัสสุ
ปายาสาปิทุกขา ซึ่งแปลว่าความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์โทมนัส
และความคับแค้นใจนั้นเป็นทุกข์ในประการที่สามนี่แหละเป็นตัวทุกข
์ที่เป็นโรคซึมเศร้าโดยตรง และเมื่อสิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้าเป็นตัวทุกข์
การรักษาจึงต้องดับเหตุปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ชนิดนี้
หากไม่ดับเหตุปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ชนิดนี้หรือมัวแต่กินฮอร์โมน
กินอาหารเสริม หรือรักษาแผนใหม่โดยถือว่าเป็นโรคแล้ว ก็จะไม่มีวันรักษาให้หายได้
เพราะเหตุที่โรคซึมเศร้าเป็นสิ่งที่เกิดกับจิต และเป็นผลให้เกิดความหดหู่เหี่ยวแห้ง
ในหัวใจ เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายไร้ค่าจนเบื่อทุกสิ่งทุกอย่างทั้งใกล้และไกลตัว
แม้ในที่สุดก็เบื่อกระทั่งตัวเอง ดังนั้นการบำบัดรักษาจึงต้องบำบัดรักษาที่จิต
ไม่มีทางที่จะบำบัดรักษาได้ด้วยการเพิ่มฮอร์โมนหรืออาหารเสริม
ซึ่งมีแต่
จะเป็นการทำให้อาการของโรคที่ว่านี้มากขึ้น กระทั่งอาจนำไปสู่การสิ้นเนื้อประดาตัวด้วย
การพูดถึงเหตุปัจจัยที่จะบำบัดรักษาโรคซึมเศร้า ถ้าจะกล่าวกันตรงๆ
ก็ต้องกล่าวแสดงอริยสัจ คือทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ การดับทุกข์
และทางสู่การดับทุกข์
แต่เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่ต้องพูดอะไรให้เข้าใจง่ายๆ
ฟังง่ายๆ
ก็อาจกล่าวได้ว่าโรคซึมเศร้าที่ว่านี้คือโรคขาดอาหารทางจิต
ดังนั้นการบำบัดรักษา
จึงต้องให้อาหารทางจิต ให้จิตมีความอิ่มไม่กระวนกระวายร้อนใจอีกต่อไป
โรคร้ายที่ว่านี้ก็จะหายไป
ร่างกายต้องการอาหารไปหล่อเลี้ยงเพื่อให้ชีวิตคงอยู่เติบโตฉันใดจิตใจนั้น
ก็ต้องการอาหารไปหล่อเลี้ยงเพื่อไม่ให้ซึมเศร้าเหงาหงอย
เพื่อให้มีความอิ่มเอมอิ่มเอิบเบิกบานและเมื่อใดที่จิตได้อาหาร
จนมีความอิ่มเอมอิ่มเอิบเบิกบานแล้วเมื่อนั้นสิ่งที่เรียกว่า
โรคซึมเศร้าก็จะหายไปดังปลิดทิ้ง ตั้งความสังเกตให้ดีเถิดก็จะรู้
และจะพบได้ด้วยตนเองว่าก่อนที่จะมีอาการที่เรียกว่าเป็นโรคซึมเศร้านั้น