จะประสบหรือเผชิญหรือมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในความคิดจิตใจดังต่อไปนี้คือ
การเผชิญกับปัญหาใดๆ และแก้ไขไม่ได้ ตั้งความหวังใดๆ ไว้แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ
หรือคาดหวังไว้อย่างหนึ่งแต่ประสบกับอีกอย่างหนึ่ง ความเคยชินที่เคยมีอยู่สูญสิ้นสลายไป
หรือต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย
ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากันได้หรือให้ใช้สอยรับประโยชน์ได้
สิ่งทำนองนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้จิตใจขาดกำลัง มีความท้อถอย
มีความท้อแท้ มีความเหี่ยวแห้ง มีความคร่ำครวญ มีการรำพึงรำพัน
และในที่สุดก็ทอดอาลัยตายอยาก จนนำไปสู่ความตายจริงๆ
สิ่งเหล่านี้เมื่อพัฒนาไปก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้าจากอาการน้อยๆ
ไปสู่อาการกลางๆ และไปสู่อาการมากขึ้นโดยลำดับ
ก็แลเมื่อสิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้าเป็นเรื่องของจิตใจขาดอาหาร
และอาหารเกี่ยวกับจิตใจก็เป็นอาหารเฉพาะจึงควรที่จะได้รู้จักอาหารชนิดนี้
เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันไม่ให้เป็นโรคซึมเศร้า
หรือแม้เป็นโรคซึมเศร้าขึ้นแล้วก็สามารถรักษาให้หายขาดโดยไม่ยากไม่ลำบาก
อาหารของจิตนี้พระท่านเรียกว่าปิติ ซึ่งก็คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตใจในหลายระดับ
ตั้งแต่ความพอใจ ความชอบใจ ความอบอุ่นใจ ความอิ่มใจ ความอิ่มเอิบใจ
ความเบิกบานใจ และความสว่างใจเป็นที่สุด สำหรับคนเราทั่วไปนั้น
เพียงทำสิ่งใดหรือทำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดหรือเรื่องใดที่เกิดความพอใจ
ชอบใจ หรืออุ่นใจแล้ว ก็เท่ากับว่าจิตใจได้เสพอาหารที่จำเป็นของจิต
ก็จะเป็นเบื้องต้นที่จะทำให้ไม่ขาดอาหารทางจิต ดังนั้นสิ่งใดที่จะทำให้พอใจ
ชอบใจ อุ่นใจตามอัธยาศัยของแต่ละคนก็ควรต้องทำให้มีทำให้เกิดขึ้น
ขอเพียงอย่าให้เป็นเรื่องชอบใจ พอใจ
ในเรื่องเลวร้ายหรืออบายมุขก็เป็นอันใช้ได้ นี่เรียกว่าเป็นอาหารหยาบๆ
ของจิต แต่จำเป็นสำหรับชีวิตของปุถุชน หากขาดแล้วก็จะกลายเป็นโรคซึมเศร้า
หรือถ้าเป็นแล้วอาการก็จะหนักหนาสาหัสมากขึ้น สำหรับคนที่เป็นแล้ว
ก็ต้องใช้ความพยายามเพื่อทำให้เกิดความชอบใจความพอใจ ความอุ่นใจ
เพราะเมื่อเป็นโรคซึมเศร้าเข้าแล้วก็เหมือนคนที่ไม่อยากกินอาหารจึงต้องฝืนกิน
ต้องฝืนไปสักระยะหนึ่งซึ่งอาจจะยากลำบากพอประมาณ ขึ้นอยู่กับอาการของโรคมากและน้อย
เพียงเท่านี้จิตก็จะไม่เป็นโรคขาดอาหาร เป็นโรคขาดอาหารอยู่ก็จะค่อยๆ
อิ่มใจสมบูรณ์ขึ้น
จนถึงระดับที่คนธรรมดาจะสามารถเป็นอยู่ตามปกติได้ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน
แต่ถ้าจะให้ยิ่งไปกว่านั้นก็ต้องเสพอาหารทางจิตที่ประณีตขึ้นคือปิต
ิที่จะเกิดจากการฝึกฝนอบรมจิตในท่ามกลางความสงบ ไม่ว่าจะโดยวิธีฝึกหายใจ
ตามหลักอาณาปานสติหรือสติปัฏฐานก็ตาม
จนเกิดปิติขึ้นเป็นปิติชนิดที่เรียกว่า
ปิติอันเกิดแต่วิเวกดังนี้จิตก็จะได้รับอาหารที่มีความประณีตมีคุณภาพและมีประโยชน์มากขึ้น
ทั้งจะได้สัมผัสกับความลี้ลับมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติที่ไม่เคยสัมผัสอีกด้วย
หรือถ้าจะให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็จะเป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์สูงสุดประณีตละเอียดที่สุด
ดังที่พระท่านเรียกว่าอาหารทิพย์ที่ให้ผลทั้งทางกายและทางจิตหรืออาจจะเรียก
อีกอย่างหนึ่งว่าอาหารอันเป็นอริยะก็ได้ นั่นคือการฝึกฝนอบรมจิตให้ยิ่งขึ้นไป
ยกระดับปิติที่เกิดจากวิเวกไปสู่ขั้นที่เรียกว่าปิติอันเกิดจากสมาธิ
ซึ่งพระท่านถือว่าเป็นองค์ฌานสำคัญและเป็นองค์หนึ่งในโพชฌงค์เจ็ดที่เรียกว่า
ปิติสัมโพชฌงค์นั่นเอง ใครจะเสพอาหารทางจิตแบบธรรมดาหรือแบบที่สูงขึ้นหน่อย
หรือแบบที่เป็นที่สุดก็สุดแท้แต่จะเลือกและนี่ก็คือโอสถทางจิตที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงค้นพบและตรัสสอนมากว่าสองพันปีแล้วทั้งมีผลจริงต่อการป้องกันบำบัดรักษา
โรคซึมเศร้าโดยไม่ต้องกินฮอร์โมนหรืออาหารเสริมอะไรเลย
ข่าวจาก ผู้จัดการ
28 ต.ค. 46