: เสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553 :
“ผักโฮมเมด” (1)
เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ผู้อ่านที่จะปลูกผักสวนครัว ควรพิจารณาอันดับแรกคือ ผู้อยู่ในเขตชนบทหรือชานเมือง คงจะไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่เท่าใดนัก แต่คนที่อยู่ในเขตเมืองคงจะต้องพิจารณาเรื่องพื้นที่ปลูกสักหน่อย เพราะพื้นที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด
การปลูกผักสวนครัวโดยเฉพาะในเขตเมือง จึงต้องปรับรูปแบบของสวนครัวตามสภาพพื้นที่ที่มีอยู่ เช่น ผู้ที่มีบ้านเดี่ยวอาจจะทำเป็นแปลงผักที่ปลูกลงดินได้เลย ในขณะที่ผู้ที่อยู่ตามตึกแถว คอนโดฯ หรือทาวน์เฮาส์ ควรปลูกเป็นสวนผักกระถางไว้ที่ริมระเบียง หรือทำเป็นบ่อหรือคอกใส่ดินไว้บนดาดฟ้าสำหรับปลูกผักก็ได้ ในการเลือกบริเวณที่เราจะใช้ปลูกผักยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องใคร่ครวญอีกหลายประเด็น เช่น
ต้องมีแสงแดดเพียงพอหรือไม่
มีน้ำไว้ใช้สำหรับรดผักหรือเปล่า
มีดินให้ปลูกผักไหม
มีอากาศถ่ายเทดีหรือไม่
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง ก็คือ การรับน้ำหนักของพื้นดาดฟ้า และการระบายน้ำที่ดี ไม่ให้ซึมลงไปห้องที่อยู่ด้านล่างของพื้นดาดฟ้า เป็นต้น
ถ้าคุณผู้อ่านเห็นว่าพื้นที่ของเราพอจะมีปัจจัยเหล่านี้อยู่ ก็เชื่อได้ครับว่าคุณมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
“ทำเลรับแสงแดด” เรื่องสำคัญ
พืชผักเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโต ดังนั้นพื้นที่ที่จะปลูกผักหรือแปลงผักนั้นควรจะอยู่ในแนวทิศเหนือใต้ เพื่อให้แปลงผักได้รับแสงแดดตลอดวัน
แต่ถ้าพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้แปลงผักต้องไปอยู่ในทิศทางอื่นๆ ก็คงต้องทำไปตามพื้นที่ และอาจลดข้อจำกัดโดยทำแปลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแทนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อพืชผักให้ได้รับแสงเท่ากัน หรืออย่างน้อยก็ควรก็ควรได้รับแสงแดดครึ่งวัน
สำหรับการปลูกผักบนดาดฟ้านั้น อาจได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก บางครั้งอาจจะร้อนเกินไปจนทำให้ผักขาดน้ำได้ ในวันที่แสงแดดจัดอาจจะต้องขึงตาข่ายพรรงแสงให้กับผักบ้าง เพื่อลดความร้อนแรงของแสงแดดที่มากจนเกินไป
ขนาดและจำนวนแปลงที่เหมาะสม
สำหรับท่านที่ต้องการปลูกผักแบบเป็นแปลงลงดิน ขนาดที่เหมาะสมในครัวเรือน คือแปลงที่มีความกว้างไม่เกิน 1 เมตร เพื่อความสะดวกในการทำงาน ส่วนความยาวขึ้นกับพื้นที่ขนาดมาตรฐานคือ ยาว 4 เมตร และควรยกแปลงให้สูงขึ้นมาจากพื้นอย่างน้อย 30-50 เซ็นติเมตร เพื่อช่วยในการระบายน้ำและอากาศที่ดี
จำนวนแปลงที่แนะนำสำหรับ 1 ครอบครัว คือ 3 แปลง โดย 2 แปลงสำหรับผักกินใบ หรือกินหัว และอีก 1 แปลงสำหรับปลูกผักกินผลหรือผักที่ต้องเลื้อยขึ้นค้าง
“เลี้ยงดิน” ให้โอบอุ้มห่วงโซ่ชีวิต
“ดินดี” นั้น ต้องเป็นดินที่มีชีวิต ถ้าคุณผู้อ่านสังเกตต้นไม้ในป่าธรรมชาติจะพบว่าแม้ไม่เคยมีใครไปรดน้ำใส่ปุ๋ยอะไรเลย แต่กลับเจริญเติบโตงอกงามได้ดี คำตอบอยู่ที่ดิน เพราะเศษซากพืช ซากสัตว์ทั้งใบไม้ กิ่งไม้ มูลสัตว์ต้นไม้หรือสัตว์ที่ตายแล้วจะทับถมกันบนผิวดิน ถูกสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตั้งแต่ที่ตามองเห็นได้ จนถึงมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ได้แก่ แมลง กิ้งกือ ไส้เดือน และจุลินทรีย์ เข้ามากัดกินให้ย่อยสลายผุพังจนละเอียดกลับไปเป็นสารอาหารหรือปุ๋ยให้กับต้นไม้ แล้วต้นไม้ก็เป็นอาหารให้สัตว์อีกทีหนึ่ง สัตว์ถ่ายออกมา ต้นไม้ร่วงหล่นก็กลับสู่วงจรเช่นนี้ไปไม่รู้จบ นี้จึงเป็นวงจรหมุนเวียนสารอาหารของดินในป่าธรรมชาติ หรือจะเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบการเกษตรกรรม ที่ ดินมีระบบเลี้ยงตัวเองให้อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ
ดังนั้นการที่เราทำสวนครัวปลอดสารเคมีจึงต้องเลียนแบบธรรมชาติ โดยการ “เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช”ด้วยการเติมสารอาหารให้ดินด้วยอินทรียวัตถุ และจุรินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เศษพืชสด ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ สามารถทำได้เองทุกครอบครัว
ที่มา : หนังสือสวนครัวคนเมือง ปลูกความสุขในบ้านคุณ
ถ่ายทอดความรู้โดย คุณนคร ลิมปคุปตถาวร และ คุณสุณัฐลินี สินพรม
ถ่ายทอดความรู้โดย คุณนคร ลิมปคุปตถาวร และ คุณสุณัฐลินี สินพรม










