กินไข่
รักไก่ (2)
ที่มา
: มูลนิธิสุขภาพไทย
อาหารที่จะดีต่อสุขภาพนั้น ดูที่ปัจจัยหลัก
ๆ 2-3 อย่าง คือ ผลิตดี แปรรูปน้อยที่สุด และกินให้พอดี
กินพอดีคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ ส่วนการแปรรูป ปัจจุบันคนเข้าใจดีขึ้นว่า
อาหารยิ่งแปรรูปให้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เช่น แทนที่จะกินข้าวขาว
ก็กินข้าวกล้องซึ่งเพียงแต่กะเทาะเปลือกออก คุณค่าทางอาหารอยู่ครบถ้วน
ไม่หลุดหายไปกับการขัดสี
ผลิตดี หมายถึง ไม่ใช้สารพิษ
ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทารุณ เรื่องนี้ยังพูดกันน้อย
แต่ที่จริงมีความสำคัญที่สุด เพราะเป็นที่มาของอาหารที่เรารับประทาน
ถ้าปนเปื้อนด้วยสารพิษ สารอันตรายเสียแล้ว ประโยชน์ที่ร่างกายควรจะได้รับจากอาหารนั้น
ๆ ก็ด้อยลงไป หรือแย่ยิ่งกว่านั้นคือ กลับกลายเป็นโทษ
ถ้าจะเลือกกินไข่ เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีน ก็ควรจะกินให้พอดี
แล้วก็เลือกไข่ที่ผลิตดีด้วย คือ ดีเพราะเนื้อแท้ มาจากไก่ที่แข็งแรงไม่ต้องใช้ยา
ไม่ใช่เพราะสิ่งปรุงแต่งที่เขาพยายามจะโฆษณาให้กลายเป็นสาระสำคัญ
เดี๋ยวนี้เริ่มมีไข่ที่บอกว่าเป็นไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ
หรือไข่ปลอดสาร วางขายตามร้านกรีนช้อป แต่ผู้บริโภคจะแน่ใจได้
ก็ควรตรวจสอบข้อมูลจากคนขายหรือคนเลี้ยง ใน 4 ประเด็น คือ
คือ พันธุ์ โรงเรือน อาหาร การป้องกันโรค
สมัยก่อนที่ยังไม่มีไก่พันธุ์ไข่เหมือนอย่างทุกวันนี้ คนไทยกินไข่ไก่น้อยมาก
ชาวบ้านกินไข่เป็ดเป็นหลัก ไก่บ้านที่เลี้ยงไว้เขาเอาไว้กินเนื้อ
ไม่นิยมกินไข่ ไข่ออกมาก็ปล่อยให้แม่ไก่กกและฟักออกมาเป็นลูกไก่
เลี้ยงจนโตก็ได้กินเนื้อไปเรื่อย ๆ
คนไทยมากินไข่เป็นล่ำเป็นสันเมื่อสัก 20-30 ปีมานี้เอง เพราะมีการพัฒนาพันธุ์ไก่ให้ไข่ดก
และมีการเลี้ยงแบบฟาร์มเกิดขึ้น ไก่ไข่ที่เลี้ยงกันทุกวันนี้เป็นพันธุ์ผสมแทบทั้งหมด
พันธุ์ไก่จึงไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่าจะปลอดสารหรือไม่ปลอดสาร เพราะไม่มีใครเลี้ยงไก่บ้านเพื่อเอาไข่มาขาย
เนื่องจากไข่น้อยและฟองเล็กเกินไป
โรงเรือน
เป็นสภาพแวดล้อมที่สำคัญมาก ถ้ายังเลี้ยงในกรงตับ ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ปลอดสารจริง
เพราะความแออัดคับแคบของกรงตับนี้แหละทำให้ไก่เครียด และอ่อนแอต่อโรค
ปัญหาของกรงตับอีกอย่าง คือ ขี้ไก่จะหมักหมมอยู่ที่พื้นคอกจนเกิดก๊าซแอมโมเนีย
ทำให้ไก่เป็นหวัดหน้าบวม
ลองซักถามดูว่า ไก่ที่เลี้ยงต้องตัดปากหรือเปล่า ถ้าตัดก็แสดงว่า
สภาพการเลี้ยงแออัดเกินไป จนต้องตัดปากเพื่อป้องกันไม่ให้ไก่จิกกันเอง
ถ้าโรงเรือนโปร่ง พื้นที่มากพอ เลี้ยงอยู่บนพื้นดิน (ไม่ใช่พื้นซีเมนต์)
ไก่จะไม่มีปัญหาเครียดจิกตีกันเอง ยิ่งถ้าเลี้ยงแบบปลอดสารเคมีจริง
ๆ แล้ว เดินผ่านโรงเลี้ยงไก่ แทบจะไม่ได้กลิ่นขี้ไก่เลย แต่จะยิ่งดีกว่านี้อีก
ถ้ามีพื้นที่ปล่อยให้ไก่ออกไปข้างนอก ไก่ได้ออกกำลังก็จะแข็งแรงสมบูรณ์
เรื่องที่สาม คือ อาหาร จะต้องไม่ใช้หัวอาหารหรืออาหารผสมสำเร็จเลี้ยงไก่โดยเด็ดขาด
หัวอาหารมีปัญหา 2 อย่าง คือ มียาปฎิชีวนะ หรือยาอื่น ๆ ผสมมาด้วย
เพื่อช่วยป้องกันโรค หรือกระตุ้นให้ไก่กินอาหารมากขึ้น
หัวอาหารยังใส่อาหารจำพวกโปรตีนมาในอัตราส่วนที่สูงเกินไป
เพื่อขุนไก่ให้โตเร็ว หรือเร่งการให้ไข่ ซึ่งจะทำให้ไก่เนื้อเยอะ
ไข่ดก แต่อ่อนแอป่วยง่าย แล้วก็ไปจบลงตรงที่ต้องอัดยา ให้วัคซีนกันอย่างหนัก
เรื่องสุดท้าย คือ การป้องกันโรค ต้องไม่ใช้ยาเคมีโดยเด็ดขาด
ตั้งแต่ยาปฏิชีวนะ ยาซัลฟา ยาแก้บิด และยาอื่น ๆ
แม้แต่วัคซีนก็หลีกเลี่ยงหรือทำให้น้อยที่สุด
มาตรการป้องกันโรคของไก่ปลอดสารอยู่ตรงที่ต้องเตรียมพื้นคอก
ให้มีจุลินทรีย์อยู่หลากหลาย ด้วยการใช้ถ่านแกลบ ขี้เลื่อยหมัก
รองพื้นคอก ทำปุ๋ยหมัก แล้วให้ไก่ไปคุ้ยเขี่ยกิน เพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ในระบบย่อยอาหาร
การมีพื้นที่ปล่อยให้ไก่ได้ออกไปกินหญ้าสด ได้วิตามินธรรมชาติ
หรือให้โยเกิร์ต หรือสมุนไพรบางชนิดผสมน้ำ เป็นต้น
ถ้าเลี้ยงอย่างที่ว่ามา
ไก่ก็ควรจะปลอดจากสารอันตราย ฮอร์โมน วิตามินสังเคราะห์ สารให้สี
สารอื่น ๆ ผู้บริโภคก็พอจะมั่นใจได้ว่า เป็นไข่ปลอดสารจริง
รักจะกินไข่ ก็ควรจะต้องรักไก่ด้วย