ทำปุ๋ยเอง
เจ๋งกว่าปุ๋ยนอก
ที่มา
: มูลนิธิสุขภาพไทย
ราคาข้าวต้นปีนี้เป็นจุดสดใสในท่ามกลางความอึมครึมทางเศรษฐกิจ
เพราะประเทศต่าง ๆ เกิดขาดแคลนข้าว โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่โดนพิษ
"เอล นินโญ่" เล่นงานจนงอมอิเหนาบวกจรกา ทำให้คนมามะรุมมะตุ้มซื้อข้าวไทยกันขนานใหญ่
ข้าวชั้นดีอย่างหอมมะลิ ราคาติดจรวดพุ่งทะลุไปถึง 11,000 -
12,000 บาทต่อตัน ชาวนาแถบทุ่งกุลาแดนปลูกข้าวหอมมะลิหน้าชื่นตาบานไปตาม
ๆ กัน
แต่ยังไงก็เตรียมใจเผื่อไว้สำหรับฤดูปลูกที่จะมาถึง
เพราะชาวนาอาจจะเจอทั้ง "โญ่" กับ "แย่" พฤษภาและมิถุนานี้จะมีฝนให้ทำนากันหรือเปล่าก็ยังไม่รู้
ขึ้นอยู่กับเจ้าโญ่ว่าจะออกฤทธิ์ฟาดหัวฟางหางรุนแรงขนาดไหน
แต่ราคาปุ๋ยนั้นขึ้นไปรออยู่แล้ว ปีที่แล้วกระสอบละ 300 กว่าบาท
ปีนี้คงหนีไม่พ้น 500 บาท ไม่รวมยาฆ่าแมลง ซึ่งก็ต้องควักเงินบาทไปแลกดอลลาร์เพื่อซื้อหามาอีกเช่นกัน
เงินขายข้าวที่คิดว่าจะได้เป็นกอบเป็นกำ อาจจะต้องนำไปจ่ายเป็นค่าปุ๋ยค่ายาหมด
ในขณะที่ใคร ๆ ต่างก็กลุ้มใจ กลุ่มชาวบ้านที่ผลิตข้าวปลอดสารพิษปลอดสารเคมีที่
อ.กุดชุม จ.ยโสธร กลับบอกว่าปุ๋ยแพงสิดี จะได้ชวนคนให้เลิกใช้ปุ๋ยเคมี
แต่จะให้เลิกเฉย ๆ ไม่มีทางเลือกอื่นทดแทน ก็ไม่ได้อีกกเหมือนกัน
ขนาดทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันมาแล้ว 3-4 ปี ชาวบ้านก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซนต์กับทางเลือกนี้
จนกระทั่งฤดูกาลผลิตที่ผ่านมามีการทดลองทำปุ๋ยพืชสดปุ๋ยหมักเก็บข้อมูลผลผลิตมาเปรียบเทียบกันจะ
ๆ จนเยอมรับกันว่าปุ๋ยอินทรีย์ถ้าใช้กันจริงจัง ประสิทธิภาพก็อีหลีไม่ใช่เล่น
คนซาบซึ้งที่สุดเห็นจะเป็นอ้ายลาน
บ้านกุดหิน หนึ่งในสมาชิก 7-8 ราย ที่ร่วมทำการทดลอง โดยแบ่งนาเป็นแปลงทดลองใส่ปุ๋ยหมัก
ปรากฏว่าแปลงที่ใส่ปุ๋ยหมักได้ข้าวเฉลี่ยไร่ละ 384 กก. ส่วนแปลงที่ไม่ได้ใส่อะไรเลยได้แค่
292 กก. มากกว่ากันเกือบร้อยกิโล คุ้มกับที่ต้องเหนื่อยขนปุ๋ยคอกกับฟางข้าวมาทำปุ๋ยหมัก
แต่บางคนติดใจปุ๋ยพืชสดมากกว่า โดยเฉพาะโสนอัฟริกันกับถั่วพร้า
ที่กลายเป็นถั่วคู่ขวัญของชาวบ้านที่ใช้ฟื้นฟูบำรุงดิน พืชตระกูลถั่วสองตัวนี้มีดีไปคนละอย่าง
แล้วแต่ใครจะชอบ โสนอัฟริกันซึ่งบางทีเรียกว่า ถั่วน้ำ เพราะชอบที่ลุ่ม
ส่วนถั่วพร้านั้นเป็นถั่วดอนชอบที่สูงสักเล็กน้อย
วิธีปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดก็คล้าย
ๆ กัน คือ หลังจากไถดะหรือไถครั้งแรก เมื่อฤดูฝนเริ่ม ก็หว่านเมล็ดถั่วลงไป
พอโสนฯหรือถั่วเติบโตอายุได้ประมาณ 45 วัน ก็ไถกลบแล้วปักดำข้าว
ในการทดลองได้เพิ่มขึ้นมาอีกขั้นตอน คือ เอาปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยขี้ไก่ไปหว่านในแปลงก่อนไถดะ
ให้เป็นปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตของถั่วพร้าหรือโสนอัฟริกัน
เพื่อให้ได้ซากมาก ๆ เวลาไถกลบ
อ้ายลาน กับอ้ายนิคมแห่งบ้านท่าลาด
พิศมัยโสนอัฟริกันมากกว่าใคร ก่อนไถกลบตัดโสนมาชั่ง ได้น้ำหนักสดพอ
ๆ กัน ประมาณไร่ละ 2.8 ตัน พอปลูกข้าวก็งามขึ้นมาทันตาเห็น
สำหรับอ้ายลานก่อนปลูกโสนก็ใส่ปุ๋ยหมักลงไปไร่ละ 1 ตัน บวกกับซากโสนอีก
เท่ากับใส่อินทรีย์วัตถุเป็นปุ๋ยให้ดินเกือบ 4 ตัน แปลงนั้นได้ข้าวคิดเป็นไร่ละ
360 กก. ส่วนแปลงติด ๆ กันที่ใส่แค่ปุ๋ยคอกได้เฉลี่ยแค่ไร่ละ
200 กก.
แต่บางคนนิยมถั่วพร้า อย่างพ่ออวน
พ่อบุญส่ง ปลูกถั่วพร้าในนาดอน ก็ได้ซากพอสมควร ประมาณไร่ละ
900-1,000 กก. แม้น้ำหนักสดจะน้อยกว่าโสนอัฟริกัน แต่ไถกลบง่าย
ส่วนคนที่ชอบปลูกโสนบอกเคล็ดลับว่า ไถกลบโสนอย่าให้ต้นสูงเกินไป
ประมาณ 1 เมตร หรือกว่านิดหน่อย ซึ่งจะมีอายุประมาณ 45 วัน
สำคัญการปลูกโสนอัฟริกัน
และถั่วพร้า ต้องเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสม ถ้าปลูกไปแล้วต้นยังเล็กอายุ
1-2 อาทิตย์ ก็เจอฝนตกหนักน้ำท่วมก็มักจะตายเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นต้องเตรียมปลูกตั้งแต่เนิ่น
ๆ เดือนพฤษภาเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด
พ่อ ๆ อ้าย ๆ นอกจากทดลองได้ผลกับตัวเองแล้ว
ก็มีโรงสีรักษ์ธรรมชาติของกลุ่มชาวบ้านที่ปลูกข้าวปลอดสารพิษปลอดสารเคมีเตรียมจะนำเอาไปขยายผลส่งเสริมกับสมาชิกจำนวนนับร้อย
ยิ่งปุ๋ยแพงขึ้น ก็คาดว่าคนต้องหันมานิยมใช้ปุ๋ยพืชสดกันมากขึ้นจนเมล็ดพันธุ์ไม่พอแน่
สาวต๋อจากมูลนิธิสุขภาพไทยที่ไปทำงานส่งเสริมและเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ต้น
ก็คิดทางแก้ไว้เสร็จสรรพ ชวนชาวบ้านตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์
เพื่อรับซื้อเมล็ดโสนอัฟริกันและถั่วพร้าจากชาวบ้านที่ผลิตได้
ต่อไปใครอยากจะใช้เมล็ดพันธุ์ก็มาขอยืมจากกองทุน แล้วก็ต้องปลูกเก็บเมล็ดพันธุ์มาคืนและเก็บไว้ใช้เองต่อไป
ประหยัดต้นทุนแล้วยังฟื้นฟูดินและรักษาระดับผลผลิต
เท่ากับได้สองต่อ แล้วจะไปซื้อปุ๋ยเคมีให้เปลืองดอลลาร์ทำไม