คาถากันผี
สำหรับผู้บริโภคอาหารปลอดสารพิษ
ที่มา
: มูลนิธิสุขภาพไทย
ความตื่นตัวในการบริโภคอาหารปลอดสารพิษ
เช่น ข้าว พืชผัก หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จะว่าไปก็เป็นดาบสองคม
ในด้านบวกนอกจากผู้บริโภคได้กินอาหารที่ไม่มีสารพิษปนเปื้อนและปลอดภัยต่อร่างกายแล้ว
ก็ยังเป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หันมาผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรธรรมชาติ
ในทางกลับกัน
หากพ่อค้าและผู้ผลิตบางรายเห็นแก่ได้ ย้อมแมวขาย "อาหารปลอดสารพิษ"
กันเกลื่อนเช่นในขณะนี้ ผู้บริโภคย่อมเสียเปรียบ จ่ายเงินแพงขึ้นยังไม่เท่าไหร่
แต่หลงเชื่อว่าปลอดภัย ก็เลยไม่ระมัดระวังในการบริโภค นี่สิน่าเป็นห่วง
ในที่สุด "ขบวนการขึ้นป้ายปลอดสารพิษ" จะบ่อนทำลายความพยายามของหน่วยงานรัฐ
องค์กรเอกชน และผู้บริโภค ที่ต้องการผลักดันให้เกิดระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนขึ้น
และตัดโอกาสของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตที่เขาทำจริง
ในสังคมที่ระบบเกษตรอินทรีย์ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากกลุ่มผู้ผลิตผู้บริโภค
ก็เคยเผชิญกับภาวะเช่นนี้มาก่อน จึงพัฒนาหลักประกันเพื่อป้องกันการแอบอ้าง
และให้ความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ทำให้การตลาดการจำหน่ายของเกษตรกรดีขึ้น
เพราะมีตราประทับรับรองเมื่อผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน
ในจุดที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของเกษตรอินทรีย์ในเมืองไทยขณะนี้
ก็มีความร่วมมือของกลุ่มองค์กรเอกชนที่ทำงานพัฒนาด้านเกษตร
นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ องค์กรผู้บริโภค ที่กำลังขะมักเขม้นสร้าง
"มาตรฐานเกษตรอินทรีย์" หรือ มกท. เพื่อส่งเสริมให้การทำเกษตรอินทรีย์แพร่หลายไปในหมู่เกษตรกรและผู้บริโภค
ว่าโดยย่อ มกท. เป็นระบบการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ว่า
ปลอดจากการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตทั้งระบบ โดยส่งผู้ตรวจสอบอิสระเข้าไปตรวจการผลิตตั้งแต่ภายในสวน
ได้แก่ การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว รวมไปจนถึงขั้นตอนการแปรรูป
การบรรจุ การขนส่ง ให้แน่ใจว่าไม่มีการแอบอ้าง ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจะได้รับอนุญาตให้ติดฉลากเกษตรอินทรีย์สร้างความเชื่อถือให้ผู้ซื้อได้
มีคาถา
4-5 บท ที่ผู้บริโภคควรท่องให้ขึ้นใจ ก่อนจะเลือกอุดหนุนสินค้าใด
ๆ ก็สามารถปัดรังควานผี (ไม่ปลอดสาร) ได้ไม่แพ้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์
อย่าเชื่อตรา เมื่อเจอตราหรือคำโฆษณาสินค้าอาหารปลอดสารพิษ
ให้สงสัยไว้ก่อน ยึดหลักว่า มีตราหลอกคนได้ง่ายกว่าไม่มี ถ้าตรานั้นไม่มีมาตรฐานและกระบวนการรับรองที่กระจ่างชัด
รวมถึงอย่าเชื่อร้านและคนขาย โดยไม่ตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง
ขยันหาข้อมูล ยกระดับของการเป็นผู้บริโภคที่ดีขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง
ด้วยการแสวงหาข้อมูลด้วยตนเองจากการสังเกต การอ่าน การซักถาม
เห็นกะหล่ำปลี "ปลอดสารพิษ" หัวเบ้อเร่อโผล่มากลางฤดูแล้ง
ต้องซักว่าปลูกที่ไหน ใครปลูก ปลูกอย่างไร ใส่ปุ๋ยอะไร ป้องกันแมลงอย่างไร
ผักกางมุ้ง ผักอนามัย ผักปลอดสารพิษ ผักปลอดภัยสารพิษ ผักอินทรีย์
ต่างกันอย่างไร ตรวจสอบข้อมูลจากหลาย ๆ ทาง แม้คนขายที่ใฝ่รู้จะช่วยกลั่นกรองข้อมูลให้ได้
แต่ก็มีน้อย การตรวจสอบข้อมูลการผลิตและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ลูกค้าน่าจะต้องถือเป็นคุณธรรมข้อสำคัญของร้านค้าสีเขียวทั้งหลาย
พบผู้ผลิต ไปถึงแหล่งผลิตเพื่อพบหน้าพูดคุยกับเกษตรกรโดยตรงเป็นวิธีดีที่สุด
ไม่ได้ไปเช็คข้อมูลเพื่อจับผิด แต่มีนัยของการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค
เกษตรกรจะได้กำลังใจในการเลิกใช้สารเคมี เขาจะไม่ฉีดยา ถ้าคนกินผักเป็นคนที่เขารู้จัก
ผู้บริโภคเองก็มีความมั่นใจ เข้าใจปัญหาอุปสรรคของการทำเกษตรอินทรีย์และพร้อมจะให้การสนับสนุน
รวมกลุ่ม ผู้บริโภคไม่รวมกลุ่มก็หัวเดียวกระเทียมลีบ
มีพวกพ้องที่มีความสนใจร่วมกัน ข้อมูลก็หาได้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น
มีพลังจะเปลี่ยนแปลงหรือต่อรองมากขึ้น จะเป็นกลุ่มในที่ทำงาน
หรือเป็นสมาชิกของกลุ่มองค์กรผู้บริโภคก็ได้
พึ่งตนเอง ท้ายสุด สิ่งไหนทำเองปลูกเองได้ก็ควรทำ
จะไว้ใจใครได้มากกว่าตัวเราเอง