เรื่องแรกสำหรับคนชอบปลูกต้นไม้
ปุ๋ยคอกสดสำหรับคนชอบปลูกต้นไม้จะรู้ดีว่าไม่ควรคลุกลงดินโดยตรง
เพราะเค็มเกินไปทำให้พืชที่ปลูกตายได้ ปุ๋ยที่เค็มหรือร้อนหมายถึงยังไม่ค่อยดี
เมื่อคลุกลงดินจะเกิดการย่อยสลาย ระหว่างนั้นจะเกิดก๊าซที่เป็นอันตรายต่อรากพืชทำให้เหี่ยวเฉา
อีกอย่างปุ๋ยคอกสดมีไนโตรเจนสูงทำให้พืชผักโตเร็วแต่ดึงดูดแมลงมากัดกกินทำลายได้ง่าย
ปุ๋ยคอกที่ย่อยดีไม่ค่อยมีปัญหา ถ้าปลูกผักอาจใช้หว่านบนแปลงแล้วใช้หญ้าแห้งหรือฟางข้าวคลุม
ช่วงนี้มีปุ๋ยคอกสดกองโต อยากจะใช้เร็วๆ จึงต้องเอามาทำปุ๋ยโบกาชิ
บางทีก็เรียกปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมักชีวภาพ
วิธีทำ
เอาปุ๋ยคอก(ขี้วัว) 3 กระสอบป่าน, ดินละเอียด 1 กระสอบ, รำละเอียด
1 กระสอบ, แกลบเผา 1 กระสอบปุ๋ย เอามาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันแล้วใช้น้ำผสมจุลินทรีย์ที่เก็บเองจากป่า
ไผ่ใกล้สวนบวกกับน้ำหวานหมักจากผักบุ้ง รดกองผสมให้ความชื่นได้ที่
หมักไว้ 2 อาทิตย์ ทุกๆ เช้าต้องกลับกอง 5-6 วันแรกกองปุ๋ยจะร้อนมาก
อุณหภูมิสุงถึง 60 องศา จากนั้นจะลดลง พอได้ 2 อาทิตย์ก็เย็นลงเกือบเท่าอุณหภูมิปกติ
ก็ตักใส่กระสอบเก็บไว้ใช้ได้เลย
ปุ๋ยโบกาชิ ใช้หว่นหรือหลุมปลูกโดยเฉพาะกับผักใบ
เป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารสูง มีจุลินทรีย์จำนวนมาก เราคิดว่าจะทำอีก
3 กองสำหรับใช้นาข้าวในฤดูกาลที่จะถึงนี้ แต่จะทดลองวิธีใหม่ประหยัดแรงงาน
แทนที่จะทำเป็นกองก็เอาใส่กระสอบตั้งแต่วันแรก ใส่พอหลวมๆ
สัก 2 ใน 3 ของกระสอบแล้วมัดปาก ทุกเช้าก็เอากระสอบมาเขย่าเพื่อระบายความร้อนให้อากาศเข้าไปทั่ว
วิธีนี้มีคนทดลองทำจะหมักปุ๋ยเสร็จภายใน 7 วัน เหนื่อยน้อยกว่ากลับกอง
เรื่องที่สอง "สัตว์หายาก"
สัตว์ป่าที่เจอแถวๆ สวนนอกจากตะกวด พังพอน ยังมีหมูป่าที่เป็นหมูเลี้ยงของคนแถวๆ
นี้ ปล่อยให้ออกมากินเอง นานๆ ทีพลัดหลงเข้ามาในสวนเห็นร่อยรอยที่มันมากัดกินดิน
ล่าสุดพบเห็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งขนาดเท่าๆ กับแมวแต่ตัวยาวขายาวกว่า
หัวก็ยื่นยาวกว่า มีลายดำเทาขาว เห็นวิ่งปราดไหวๆ ในความมืดไม่ชัด
หายเข้าป่ากล้วยไป ก็เลยมานึกโยงเข้ากับอึสัตว์กองใหญ่ที่เคยพบในดงหญ้าคาแถวนั้น
ก็คาดเดาว่าน่าจะเป็นอีเห็นแน่ๆ หากปล่อยให้ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นซึ่งใกล้กับคอกไก่ก็อันตราย
วันรุ่งขึ้นสงหนุ่มยโส กอบกับกั้ง ก็เหลาไม้ทำแร้วดัก
สมัยนี้ไม่ค่อยได้เห็นกับดักชนิดนี้กันแล้ว เขาเหลาไม้ไผ่เล็กกว่าหัวแม่มือเล็กน้อย
ไปปักไว้ตรงที่เป็นทางผ่านของสัตว์ ปลายข้างหนึ่งปักดินอีกด้านหนึ่งมัดเชือก
ปลายเชือกอีกด้านหนึ่งทำเป็นบ่วงมีขอเกาะ เวลาวางแร้วก็จะโน้มไม้ไผ่จนโก่งเต็มที่
เอาปลายเชือกด้านที่เป็นบ่วงลงไปเกี่ยวไว้กับตอกะให้บ่วงลอยอยู่สูงจากพื้นดินในระดับเดียวกับ
หัวสัตว์ แล้วเอาสุมทุมกิ่งไม้มาวางกีดกั้นบังคับให้สัตว์เดินเข้ามาหาบ่วง
โดยไม่ระแวงภัย ไม่ทันเห็นบ่วง พอหัวสอดเข้าไปในบ่วง แรงชนจะดึงขอเกาะให้หลุดจากตอ
ไม้ไผ่ก็จะดีดกลับเต็มแรง
คืนต่อมาวางแร้วแบบนี้ไว้หลายอัน
ก็ไม่พลาดจริงๆ ได้เจ้าตัวที่คิดว่าเป็นอีเห็น แต่พอตรวจสอบกับภาพในหนังสือกลับไปเหมือนชะมดแทบไม่ผิดเพี้ยน
ไม่คิดว่าจะยังมีชะมดหลงเหลืออยู่แถวนี้ อดคิดไม่ได้ว่าเป็นชะมดตัวสุดท้ายของกรุงเทพหรือเปล่า
สุดท้ายเรื่องของสูตรใหม่ๆ อร่อนลิ้น
สำหรับสมาชิกที่ได้รับกุยช่ายไปบ่อยๆ ลองพลิกแพลงอย่างนี้นะครับ
เอาไปทอดไข่เจียวก็อร่อย วันก่อนพวกเราทำแกงเขียวหวานก็ใส่ลงไป
สีน้ำแกงเขียวใสน่ากินได้รสชาติไปอีกแบบ เอามาหั่นเป็นท่อนๆ
แล้วเอาไปผัด หลังจากนั้นเอามาห่อในแผ่นก๊วยเตี๋ยว กินแบบกุยช่ายก็ไม่เลว