"น้ำปรุงหอม" ผลงานวิจัยชิ้นโปรดฝีมือคนไทย
ถ้าเอ่ยถึงน้ำอบหลายคนคงรู้จักดี แต่ถ้าพูดถึงน้ำปรุงแล้วเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่หลายคนคงไม่เคยรู้จัก แท้ที่จริงแล้ว น้ำปรุงก็คือ น้ำหอมอันเป็นภูมิปัญญาของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ น่าเสียดายที่ในปัจจุบัน น้ำปรุง แทบจะเลือนหายไปจากสังคมไทย
ทว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่ ยังมีผู้เห็นคุณค่ามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะอนุรักษ์ และส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้คงไว้และสืบทอดต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน อย่าง ผศ.ไศลเพชร ศรีสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คิดค้นงานวิจัยด้วยการพัฒนา "น้ำปรุง" จากไม้หอมของไทย ให้เป็นที่ยอมรับ ถึงขนาดได้รับรางวัล เหรียญทองแดง จากการเข้าร่วมประกวดในงาน Seoul International Fair 2009 (SIIF) ซึ่งจัดขึ้นโดย Korea Invention Promotion Association(KIPA) ณ แปซิฟิกฮอลล์ กรุงโชล ประเทศเกาหลีมาแล้ว
ผศ.ไศลเพชร ผู้เป็นเจ้าของงานวิจัย กล่าวว่า น้ำปรุงมีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สตรีไทยในวังได้ผลิตน้ำหอม ที่เรียกว่า น้ำปรุงขึ้นไว้ใช้เอง โดยนำเอาพืชพรรณที่มีกลิ่นหอมมาสกัดกลิ่นหอม แต่ไม้หอมหรือพืชพรรณไม้หอมในสมัยนั้นมีจำกัดใช้เพียงไม่กี่ชนิด ผู้ผลิตก็มีน้อยมาก ทำให้ความนิยมใช้ในวงแคบไม่ได้แพร่หลาย อีกทั้งยังมี น้ำหอมจากต่างประเทศนำเข้ามาก็ยิ่งทำให้ น้ำปรุงที่เป็นน้ำหอมตำรับของคนไทยเลือนหายไปเรื่อยๆ
"การพัฒนา น้ำปรุงจากไม้หอมไทยจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ผลิต เนื่องจากการนำไม้หอมของไทยที่หาง่ายและมีในท้องถิ่นมาสร้างผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งผลงานน้ำปรุงจากไม้หอมไทยที่ไปคว้ารางวัลมาได้นั้น ใช้ไม้หอมไทยหลักที่นำมาสกัด คือ กุหลาบไทย ใบเตยหอม ดอกจำปี มาสกัดด้วยแอลกอฮอลล์ ผสมกับสมุนไพร เครื่องหอม หมักทิ้งเอาไว้จนครบกำหนด เท่านี้ก็ได้น้ำปรุงจากไม้หอมไทยซึ่งมีกลิ่นหอม ติดทนนานไม่แพ้น้ำหอมจากต่างประเทศ ที่สำคัญ คือ น้ำปรุงที่ได้ไม่มีสารเคมีเจือปน อีกทั้งผู้ใช้ยังได้รับคุณค่าจากสมุนไพรอีกด้วย”
ทั้งนี้ ผศ.ไศลเพชรยังเปรียบเทียบระหว่างน้ำปรุงกับน้ำอบให้ฟังว่า สำหรับน้ำอบมีส่วนผสมของน้ำกับแป้ง ถือได้ว่าเป็นหางน้ำหอม ส่วนน้ำปรุงเป็นน้ำหอมสกัดจากไม้หอมล้วนๆถือได้ว่าเป็นหัวน้ำหอมมีความเข้มข้นกว่ากันมาก และน้ำปรุงสูตรนี้ก็ไปโปรยความหอมจนสาวเกาหลียังติดใจมาแล้ว “รู้สึกน่าเสียดายที่โดยปกติแล้ว สูตรการทำน้ำปรุงมีการปกปิดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ละสูตรจะถูกปิดเป็นความลับ และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นในหมู่เครือญาติของเจ้าของต้นตำรับเท่านั้น”
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์
8 มกราคม 2553










