ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

อบเชย…ที่มาของยาธาตุและยาหอม

อบเชยเป็นสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอม มีการใช้สารสกัดจากเปลือกอบเชยเพื่อให้กลิ่นหอมในราชสำนัก
ของราชินีแฮทเชพซุท(Hatshepsut) แห่งอียิปต์เมื่อ ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว นอกจากนี้อบเชยยังเป็นสมุนไพรหลักใน
ยาธาตุ ยาหอม ยานัตถุ์ ทั้งหลาย และยังเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารที่ขาดมิได้ในพะโล้ ซึ่งใช้ช่วยย่อยอาหารมันๆ
เช่น หมูสามชั้นที่เรานิยมนำมาทำพะโล้หมูสามชันกับไข่นั้นเอง

อบเชยเป็นเครื่องเทศที่มีมากในที่ที่มีอากาศชื้น อบเชยเป็นพืชพื้นเมืองของลังกาและภาคใต้ของอินเดีย
ซึ่งเราจะเรียกว่าอบเชยลังกา หรือเรียกติดปากได้อีกอย่างหนึ่งว่า "อบเชยเทศ" ต้นอบเชยเทศนั้น
จะมีลักษณะเปลือกบางกว่าอบเชยชนิดอื่นๆ มีชื่อเรียกทางการว่า Cinnamomum verum J.S.Presl
ซึ่งครั้งหนึ่งในประว้ติศาสตร์ประเทศอังกฤษกับฮอลแลนด์เคยทำสงครามกัน เพื่อแย่งกันทำการผูกขาด
การค้าอบเชยในลังกามาแล้วในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙

ผลสุดท้ายอังกฤษสามารถแย่งการผูกขาดการค้ามาจากฮอลแลนด์ได้สำเร็จแล้วก็เอามาผูกขาดเสียเอง
พอเสร็จสงคราม ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. ๑๘๕๐ เป็นต้นมาอังกฤษทำการปลูกอบเชยในลังกาถึง ๔๐๐๐๐ เอเคอร์
ทำให้ปัจจุบันศรีลังกาเป็นผู้ส่งออกอบเชยรายใหญ่ของโลก

นอกจากอบเชยลังกาที่กล่าวมาแล้ว ยังมี "อบเชยจีน" ซึ่งลักษณะเปลือกจะหนากว่าอบเชยลังกาเล็กน้อย
มีชื่อเรียกต้นนี้ว่า Cinnamonum aromaticum Nees และยัง "อบเชยญวน" ซึ่งมีลักษณะเปลือกหนากว่า
ของลังกาและของจีน และยังมีกลิ่นหอมจัดกว่าชนิดอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีชื่อเรียกทางการว่า Cinnamomum loureirii
Nees สำหรับชาวไทยของเราก็มีเหมือนกัน เรียกว่า "อบเชยไทย"ซึ่งมีลักษณะเปลือกหนาที่สุด
เรียกชื่อเป็นทางการว่า Cinnamomum subavenium Miq.

มาดูลักษณะต้นอบเชยสักหน่อย เพราะคนโดยมากรู้จักหรือเห็นกันเฉพาะเปลือกต้นอบเชย
ไม่ว่าจะนำมาปรุงยาหรือที่กำลังอินเทรน์สำหรับผู้นิยมดื่มกาแฟสดทั้งหลาย ก็จะมีสูตรกาแฟกับอบเชยให้ดื่มกัน
อบเชยเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ ๑๕ - ๒๐ เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมรูปเจดีย์ต่ำทึบ เปลือกเรียบสีเทาปนน้ำตาล
ใบเป็นใบเดี่ยว ปกติเป็นพืชในป่าดิบทั่วไป แต่ถ้าคนต้องการนำมาปลูก ก็สามารถขึ้นในดินทั่วไป แต่ชอบดินร่วน
ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง


การใช้ประโยชน์ของอบเชยนั้น นิยมใช้ส่วนของเปลือกต้นที่มีกลิ่นหอมเนื่องจากมีส่วนประกอบสำคัญคือ
น้ำมันหอมระเหย หากใครชิมอบเชยจะพบกับรสเผ็ด หวาน สุขุม ซึ่งมีสรรพคุณขับลม ช่วยย่อย บำรุงธาตุ
บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ดังนั้นอบเชยจึงเป็นสมุนไพรหลักร่วมกับตัวยาอื่นในยาธาตุ หรือเพียงแต่นำเปลือกอบเชย
ไปต้มน้ำ ก็ได้ยาธาตุน้ำสูตรอบเชยล้วนๆ กินแก้ท้องอืดท้อง เฟ้ออาหารไม่ย่อย ช่วยขับลมได้เป็นอย่างดี

เปลือกอบเชยยังเป็นส่วนประกอบของยาหอม ใช้ชงน้ำหรือทำเป็นเม็ดรับประทานบำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน
และในกระแสที่ใครๆก็สนใจอโรมาเธอร์ราปีส์ อบเชยยังถือว่าเป็นอโรมาเธอร์ราปีส์ของไทยมาแต่ดั้งเดิม
โดยเป็นส่วนประกอบของส้มโอมือที่ใช้เป็นยาดม ทำให้สดชื่น และเป็นส่วนประกอบหลักของยานัตถุ์
แก้ปวดศรีษะ เปลือกอบเชยยังมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง จึงพบการใช้เปลือกอบเชยร่วมไปกับ
สมุนไพรชนิดอื่นในตำรับยาแก้กษัย รวมทั้งตำรับยาบำรุงร่างกายอื่นๆ ด้วย

ปัจจุบันมีการนำเปลือกอบเชยมาบดใส่แคปซูลรับประทานด้วยเพื่อช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งอาจมีที่มาจากการที่มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนหนึ่ง นิยมใช้ยาตำรับแก้กษัยตำรับหนึ่ง
กินแล้วทำให้ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ โดยตำรับแก้กษัยดังกล่าวมีเปลือกอบเชยเป็นส่วนประกอบตัวยาหลัก
และเมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานการศึกษาพบว่าการรับประทานเปลือกอบเชยวันละครั้งประมาณ หนึ่งในสี่ช้อนชา
สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ในกลุ่มที่เป็นอาสาสมัครซึ่งทำการทดลอง

อย่างไรก็ตามการใช้อบเชยในผู้ป่วยเบาหวานคงต้องมีการศึกษากันต่อไป แต่ถ้าผู้ป่วยเบาหวานท่านใดต้องการใช้
เพื่อเป็นทางเลือกหรือทางเสริมจากการดูแลรักษาตามปกติ ก็ขอถือว่าแคปซูลอบเชย เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย
ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ซึ่งมีปลอดภัยมีการใช้มายาวนาน แล้วก็ปฏิบัติตัวด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่เหมาะ
และตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงที่เคยพบแพทย์เพื่อติดตามอาการเบาหวานก็ขอให้ทำตามปกติ
นอกจากใช้เปลือกอบเชยแล้ว ยังนิยมใช้รากและใบของอบเชยมาต้มน้ำให้สตรีหลังคลอดบุตรใหม่ๆ รับประทาน
เพื่อช่วยขับน้ำคาวปลา และแก้ไข้เนื่องจากการอักเสบของมดลูกของสตรีหลังคลอดบุตร ทั้งใบและรากของอบเชย
มีรสหอมสุขุม ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายบำรุงธาตุ

อบเชย เป็นสุมไพรใช้ประโยชน์ทางยาแล้ว น้ำมันหอมระเหยจากอบเชยยังใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและขนม เช่น
คุกกี้ โดนัท ลูกอมดับกลิ่นปาก ยาสีฟัน เป็นต้น ทั้งยังมีการใช้อบเชยร่วมกับสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมชนิดอื่นๆ
วางไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อป้องกันกลิ่นอับและช่วยไล่มดไล่แมลงด้วย

อบเชยจึงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ในบ้านเรายังมีสมุนไพรในตระกูลอบเชยที่สามารถ
นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างใกล้เคียงกัน เช่น ข่าต้น เทพธาโร จวงหอม ฯลฯ ซึ่งพบในป่าดิบชื้นทั่วไป
หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้ต้นสมุนไพรในกลุ่มนี้ เพื่อใช้เป็นยาธาตุ ยาหอม ยาขับลม เช่นกัน
และยังใช้เนื้อไม้ไปทำไม้ตีพริก(สาก)ทำให้น้ำพริกมีกลิ่นหอม ช่วยขับลมในลำไส้ เมืองไทยยังมีดีอีกมาก
มาร่วมกันส่งเสริมและพัฒนากันเถอะ อย่าไปรอเสียดุลการค้าต่างชาติกันอยู่เลย

 



©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003