เรียกว่าหาพื้นดินพื้นหญ้า ให้เท้าได้มีโอกาสสัมผัสกับความชุ่มชื้นแบบธรรมชาติได้ยากพอ
ๆ กับหาเงินใช้หนี้ต่างชาติทีเดียว
ยามเมื่อแสงแดดแผดกล้า ตึกรามบ้านช่องและพื้นปูน พื้นคอนกรีตเหล่านี้ก็จะซึมซับเก็บความร้อนไว้เต็มที่
พอตกกลางคืนก็คลายความร้อนที่อมไว้ทั้งวันออกมา เลยกลายเป็นว่า
เราต้องทนร้อนกันทั้งวันทั้งคืนทีเดียว
ถ้าจะให้กรุงเทพฯ เย็นลงเขาบอกว่า ต้องขยันปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา
และหาทางให้มีพื้นดิน พื้นหญ้าเพิ่มมากขึ้น มีการทดสอบโดยการวัดอุณหภูมิพื้นหญ้าในตอนกลางวันพบว่าอุณหภูมิบริเวณพื้นหญ้าต่ำกว่าอุณหภูมิของอากาศทั่วไปประมาณ
7-8 องศา เพราะว่าพื้นหญ้าสามารถเก็บความชื้นไว้ได้ดีนั่นเอง
ที่ชอบบ่น ๆ กันว่าทำไมปีนี้ร้อนกว่าปีที่แล้ว ก็คงมาจากสาเหตุที่กรุงเทพฯ
เป็นเมืองอมความร้อนนี้ด้วยเช่นกัน และแน่นอนเมื่ออุณหภูมิของอากาศสูงขึ้นก็มีผลให้ความร้อนภายในร่างกายของเราสูงขึ้นด้วย
ร่างกายก็พยายามระบายความร้อนออกมา เราจึงเกิดอาการเหงื่อไหลไคลย้อย
กระหายน้ำมากเป็นพิเศษในหน้าร้อนแบบนี้
คงจะมีอยู่บ่อยครั้ง ที่เรากระหายน้ำมาก
ๆ แต่พอกินน้ำเย็นหรือน้ำอัดลมซ่า ๆ ใส่น้ำแข็งเข้าไปจนอิ่มท้องแล้วก็ตาม
แต่อาการกระหายกลับไม่ทุเลาลงเลย ยังคงรู้สึกร้อนฉ่าอยู่ข้างในและหิวกระหายน้ำอยู่เหมือนเดิม
ในขณะที่เรากินพืชผักผลไม้ที่เป็นสมุนไพรบางอย่างเข้าไปอาการกระหายน้ำกลับหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
นั่นเป็นเพราะว่าน้ำเย็นและน้ำแข็งที่เราดื่มเข้าไปนั้นเข้าไปปรับอุณหภูมิในร่างกายแบบชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
แต่ไม่สามารถให้ความชุ่มชื้นกับร่างกายได้ เหมือนกับเราราดน้ำลงบนพื้นปูนที่อยู่กลางแดด
สักพักแดดก็เผาจนพื้นแห้งและกลับไปร้อนผ่าวเหมือนเดิม ในขณะที่สมุนไพรเข้าไปช่วยปรับสภาพร่างกายของเราให้เหมือนกับสนามหญ้าพอเรารดน้ำลงบนพื้นหญ้า
ดินและหญ้าก็สามารถเก็บซับความชุ่มชื้นเอาไว้ได้นาน ๆ นั่นเอง
สมุนไพรที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมาข้างต้นที่เหมาะกับอาการหิวกระหายน้ำไม่เลิกราแบบนี้
ซึ่งมักเรียกรวม ๆ กันว่าเป็นอาการร้อนใน (อาการแบบนี้ไม่จำเป็นจะต้องเกิดเฉพาะหน้าร้อน
คนที่อ่อนเพลีย นอนดึกอดหลับอดนอน หรือชอบกินของมันๆ ทอด ๆ
ก็ทำให้เกิดอาการร้อนในได้) ที่เด่น ๆ แบบเห็นผลดีจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วก็คือ
รากบัว
การใช้ยาแก้ร้อนในควรระวัง อย่าใช้แรงเกินไป หรือยาเย็นจัดเกินไป
โดยหวังที่จะให้หายทันใจ ควรเลือกใช้ยาที่ไม่แรงก่อน แม้เห็นผลช้าแต่ก็ไม่อันตราย
ทั้งตำราอินเดียและจีนนิยมใช้ "รากบัว" แก้ร้อนในมาก
อาจเป็นเพราะว่า รากบัวเป็นยาไม่แรง มีพิษน้อย รสอร่อย กินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
รากบัวต้มน้ำตาลจัดว่าเป็นได้ทั้งเครื่องดื่มและยาด้วยในตัว
รากบัวมีรสมัน แก้ไข้ พิษร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ชูกำลัง แก้เสมหะ น้ำลายเหนียว แก้ไอ เป็นยาเย็นแก้พิษอักเสบ แก้พิษฝีต่าง ๆ แก้ปวดบวม
ใมีผู้ใช้รากบัวแก้ร้อนในได้ผลจำนวนมาก บางท่านมีอาการกระหายน้ำมาก เมื่อกินน้ำรากบัวแล้วอาการกระหายน้ำหายไป วิธีปรุงก็มีหลายวิธีให้เลือก ตั้งแต่
ต้มกิน เป็นวิธีที่นิยมใช้กันทั่วไป
คือเอารากบัวมาฝานเป็นแว่นมากน้อยตามต้องการ ใส่น้ำพอท่วมยา
ต้มให้เดือดนาน 10-15 นาที แล้วรินน้ำยามาดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
ๆ ละ 1 แก้ว เมื่อน้ำยาหมดแล้วให้เติมน้ำใหม่ ต้มดื่มได้อีกครั้ง
น้ำยานี้ถ้าเติมน้ำตาลจะอร่อยขึ้นมาก แต่น้ำตาลไม่ถูกกับโรคร้อนใน
ดังนั้นถ้าจะเติมน้ำตาลควรเติมให้น้อยที่สุด
คั้นเอาน้ำกิน รากบัวสด
ๆ มีฤทธิ์แก้ร้อนในได้แรงกว่าน้ำต้มรากบัว วิธีกินให้เอารากมาตำให้ละเอียด
คั้นเอาแต่น้ำกิน ครั้งละ 3-4 ช้อนแกง วันละ 3-4 ครั้ง
กินสด บางท่านใช้วิธีเคี้ยวกินสด
ๆ เลย โดยเอารากบัวหลวงอ่อน ๆ เคี้ยวกินธรรมดา ๆ
ระวัง อย่ากินน้ำคั้นรากบัวและรากบัวสด
ๆ มากเกินไป อาจทำให้แน่นหน้าอกได้
รากบัวนอกจากใช้แก้ร้อนในแล้ว ยังช่วยเจริญอาหาร และแก้อ่อนเพลียได้ด้วย กินแล้วรู้สึกอยากอาหารและกินอาหารได้มากขึ้น ช่วยให้หายอ่อนเพลีย สดชื่นมากขึ้น
รากบัวนอกจากเอามาต้มน้ำ หรือคั้นน้ำกินแล้ว ยังเอามาทำเป็นอาหารได้ รากบัวต้มกระดูกหมู เป็นอาหารอร่อยเลิศรส
สำหรับท่านที่รับประทานมังสวิรัต ใช้เนื้อเทียมแทนกระดูกหมูก็ได้ รากบัวกินเป็นอาหารช่วยให้น้ำย่อยดี
ขับถ่ายดีท้องไม่ผูก เพราะรากบัวมีเส้นใยอาหารมาก บางท่านที่เคยกินรากบัวต้มกระดูกหมู บอกว่ากินแล้วช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการเจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน กระหายน้ำได้ดี
รากบัว เป็นสมุนไพรที่เป็นทั้งยาและอาหารอยู่ในตัว
ทำหน้าที่ทั้งป้องกัน บำรุงและรักษาไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นอันหนึ่งของสมุนไพรที่ทุกคนยอมรับ