ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย


ตูมตาขาว : กับกบกินเดือน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่บ้านเมืองแห้งแล้ง มีครอบครัวชาวนายากจนแกมีลูกชายอยู่สองคน ในยามยากพ่อแม่ก็ออกไปขุดเผือกขุดมันเพื่อเอามาหุงกินแทนข้าว ทิ้งสองคนพี่น้องให้อยู่เรือน ผู้พี่ก็พาน้องเที่ยวขุดหาตามรูน้ำก็ได้ปูนามาสี่ตัว จากนั้นก็จัดการปิ้งไว้รอท่าพ่อแม่ น้องชายที่ยังเล็กอยู่เริ่มหิวก็ร้องขอกิน ผู้พี่ก็เอาปูในส่วนของน้องชายให้กินไปก่อน เจ้าน้องน้อยเล่นไปสักพักก็ร้องขอกินอีกตามประสาวัยเด็กที่มีพลังงานเหลือเฟือในการเล่นทั้งวัน พี่ชายผู้ใจดีก็ตัดสินใจยกส่วนที่เป็นของตัวเองให้น้องชายกินไปอีก
สุดท้ายน้องชายก็ร้องขอกินปูอีกสองตัวที่เหลือไว้ให้พ่อกับแม่ ด้วยความรักน้องหรือทนเสียงร้องไม่ไหวก็ไม่ทราบพี่ชายก็เอาปูปิ้งที่หามาได้ให้น้องชายไปจนหมด เมื่อพ่อแม่กลับมาเหนื่อย ๆ เห็นเปลือกปูนาที่ผู้เป็นน้องชายคายทิ้งไว้ ก็สอบถามความเป็นมา พอทราบเรื่องก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ พร้อมกับเฆี่ยนตีลูกชายคนเล็ก จากนั้นพ่อแม่ก็จัดการต้มเผือกต้มมันที่หามาได้แล้วไม่ยอมให้ลูกกินซะเลย จะได้รู้ซะมั่ง


ผู้เป็นพี่ชายสงสารน้องชายจึงพาน้องหนีออกจากบ้าน เทวดาสงสารสองคนพี่น้อง จึงปลอมตัวเป็นงูเห่ากับพังพอน กัดกันขวางทางสองพี่น้อง กัดกันจนพังพอนตาย งูเห่าก็เลื้อยไปเคี้ยวเปลือกต้นตูมกาขาวมาพ่นใส่พังพอน พังพอนก็ฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ สู้กันใหม่คราวนี้พังพอนกัดงูตาย พังพอนก็วิ่งจี๋ไปเคี้ยวเปลือกต้นตูมกาขาวมาพ่นใส่งูบ้างเพื่อจะได้มากัดกันต่อ งูก็ฟื้นมากัดกันอีก วนเวียนไปอย่างนี้
พี่ชายเห็นว่าต้นตูมกาขาวเป็นสมุนไพรชั้นดีจึงเก็บเปลือกต้นตูมกาใส่ห่อผ้าแล้วเดินทางต่อไป พเนจรรักษาคนไปเรื่อย ๆ จากยาสมุนไพรตัวนี้ จนผู้พี่ได้ดีมีฐานะได้แต่งงานไปก่อน ผู้น้องก็พเนจรต่อไปจนรักษาลูกสาวเจ้าเมืองหายจากโรคร้ายและได้ครองคู่กับลูกสาวเจ้าเมืองในที่สุด
เมื่อได้อยู่สบายก็เกิดคิดถึงพ่อแม่จึงสั่งเสียเมียว่า จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดระหว่างนี้ห้ามเปิดห่อยาวิเศษประจำตัวของพี่เป็นอันขาด แต่พอท่านพี่ท้าวเธอไปยังไม่ถึงไหนตามวิสัยสตรียิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ผู้เป็นภรรยาใคร่รู้จึงเปิดดูห่อยานั่นเสียเลย พระจันทร์แอบเห็นเข้าก็เอื้อมมือลงมาคว้าเอาไปหน้าตาเฉย ครั้นผู้เป็นสามีกลับมาก็เศร้าเสียใจ ตัดสินใจป่าวประกาศให้รางวัลแก่ใครก็ได้ที่สามารถไปเอาตัวยาวิเศษกลับมา

ไส้เดือนรู้ข่าวก็รับอาสาเอาดินมากองเป็นภูเขาเพื่อจะได้ไต่ไปถึงพระจันทร์วันเพ็ญ เขียดตะปาดก็จะต้องกระโดดไปเกาะบนเรือนยอดของไม้สูงในวันเพ็ญเพื่อล่ารางวัลกะเขามั่ง แต่ที่สุดกบขึ้นไปถึงก่อนเพื่อน พร้อมไล่งับพระจันทร์วันเพ็ญทุกครั้งเมื่อมีโอกาส กบไม่เคยท้อถอยจนถึงปัจจุบัน เพื่อจะเอายาวิเศษกลับมาเมืองมนุษย์ให้ได้ จนเป็นที่มาของคำว่า กบกินเดือน ของชุมชนลาวตามภาคต่าง ๆ ด้วยประการฉะนี้แลเด้อ

ดูแล้วนิทานเรื่องนี้เหมือนจะบอกว่า มนุษย์ยังมีความหวังอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็การันตีว่า เปลือกต้นตูมกาขาวนั้นรักษาพิษงูได้

แต่ก่อนแต่ไรที่เรายังไม่มีสมุดหนังสือหรือตัวอักษรที่จะจดบันทึกเรื่องราวและความรู้ต่าง ๆ คนโบราณมักจะหาอุบายให้ลูกหลานจดจำโดยผูกเรื่อง ราวเป็นนิทานเล่าให้สนุกสนานพร้อมกับสอดแทรกความรู้เข้าไปไว้ด้วย ตูมกาขาวเห็นทีจะเป็นสมุนไพรที่มีความสำคัญไม่น้อย จึงปรากฎเรื่องเล่ากระจายอยู่ทางอิสาน

ตูมกาขาวเป็นสมุนไพรประจำถิ่นของป่าเต็งรังหรือป่าแดง ที่มีมากทางภาคอิสานและภาคเหนือไม่พบในภาคใต้ ตูมกามีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Strychnos nux-blanda A.W. Hill อยู่ในวงศ์ Strychnaceae เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงได้ถึง 25 เมตร ผลขนาดเท่ามะตูมลูกสุกกินได้ กินแต่เนื้อห้ามกินเม็ดเพราะเมล็ดมีพิษกินแล้วเมาถึงตาย ชาวบ้านโดยทั่วไปจะใช้ไม้ต้นตูมกาเป็นฟืนและถ่านเพราะให้พลังงานสูงมาก

การใช้ประโยชน์ทางยาของตูมกาขาว ตำรายาไทยภาคกลางกล่าวว่าเปลือกต้นตูมกามีฤทธิ์เบื่อเมาใช้แก้พิษงู แต่เดิมนั้นมีการใช้ประโยชน์จากตูมกาขาวในการแก้พิษงู มีการบันทึกไว้ในตำรายาไทยภาคกลาง และใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคเหนือ ภาคอีสานรวมทั้งเขมรด้วย โดยจะใช้เปลือกฝนกับน้ำทาแผลงูกัด พร้อมฝนให้กินด้วย ใช้กับทั้งคนและสัตว์ เช่น วัว ควาย เป็นต้น

นอกจากรักษางูกัดแล้ว ยังมีการใช้เปลือกต้นตูมกาขาวผสมกับรำให้ม้ากินขับพยาธิตัวตืดของม้า ส่วนแก่นยังนิยมใช้ต้มกินแก้ปวดเมื่อย ใบใช้ตำพอกแก้ฟกบวม แก้ขี้กลาก รากใช้ต้มรวมกับต้นกำแพง เจ็ดชั้น รากส้มโมง กินเป็นยาระบาย เป็นต้น

ปัจจุบันแม้การถูกงูพิษกัดจะไม่ใช่ปัญหาสาธารณสุขของไทยแล้ว งูก็ถูกล่าเพื่อขายเป็นยาโป๊วจนเกือบเกลี้ยงจากเมืองไทย ป่าดงพงหญ้าอันเป็นบ้านของงูก็ถูกทำลาย (จนต้องไปอยู่แถว ๆ สภาเพราะมีชาวนาจมูกบานอยู่) แต่ภูมิปัญญาในการสืบทอดความรู้ในรูปของนิทานพื้นบ้านไม่ควรที่จะถูกละเลย คุณค่าของภูมิปัญญา ป่า คน ต้นไม้ การพัฒนา ไม่อาจแยกจากกัน สักวันเมืองไทยอาจทำยาแก้อักเสบแก้แพ้ได้จากเปลือกต้นตูมกาก็ได้

ความฝันและความหวังของมนุษย์ยังมีอยู่เสมอตราบเท่าที่ยังเชื่อเรื่องกบกินเดือน

 



©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003