เท่าที่หมอซักประวัติดู ปรากฏว่าลุงติดนิสัยนอนตะแคงซ้ายและเอามือหนุนที่ศีรษะมานานนับสิบปี
พออายุมากขึ้นจึงเริ่มมีอาการปวดไหล่และต้นแขน จากนั้นไหล่เริ่มตึงมากขึ้น นานวันเข้าองศาในการเคลื่อนไหวก็ถูกจำกัดลงทุกที
ปัญหาของคุณลุงคนนี้ หากพูดกันตามหลักอายุรเวทก็จะต้องบอกว่าเกิดจากการใช้ร่างกายอย่างไม่ถูกวิธี พูดให้ตรงจุดก็คือ
ท่านอนของแกมีปัญหา โดยเฉพาะคุณลุงเป็นคนที่เจ้าเนื้ออยู่ค่อนข้างมาก เมื่อไหล่ต้องรับน้ำหนักตัวมากพอนานเข้า การไหลเวียนของเลือดลมย่อมไม่คล่องตัว
โดยเฉพาะเมื่อล่วงเข้าวัยชราซึ่งถือว่าเป็นวัยที่ร่างกายเริ่มเสื่อมลง เลือดลมไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายส่วนใดไม่ทั่วถึง
กล้ามเนื้อหรืออวัยวะส่วนนั้นที่เคยฟิตปั๋งเมื่อครั้งยังหนุ่มแน่น ก็ย่อมตีบตันและติดขัดเป็นธรรมดา
พูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า ร่างกายส่วนนั้นแห้งเหี่ยวขาดความชุ่มชื้น เพราะไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงที่ดี ซึ่งในทางอายุรเวทถือว่าเป็นลักษณะของธาตุพร่อง
ทีนี้หลักการรักษาโรคในทางอายุรเวทนั้นอยู่บนรากฐานว่า
สิ่งใดที่มีคุณสมบัติเหมือนกันย่อมเสริมกัน สิ่งใดที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามจะข่มกัน เพราะฉะนั้นเมื่อคุณสมบัติบางอย่างมีมากเกินไป ก็ต้องแก้ด้วยสิ่งที่มีคุณสมบัติตรงกันข้าม
หรือเมื่อคุณสมบัติอย่างใดหย่อนยานลงไป ก็ต้องเสริมคุณสมบัตินั้นเข้ามา
กรณีของคุณลุงคนนี้ปัญหาก็คือธาตุพร่องหรือกล้ามเนื้อตีบลง อีกทั้งยังมีอาการตึง ไม่ยืดหยุ่นอย่างเคย
วิธีแก้ก็คือต้องทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และให้ความชุ่มชื้นเข้าไปแก้อาการพร่องหรือเหี่ยวแห้งของกล้ามเนื้อ
การรักษาของคุณลุงรายนี้ นอกจากยากินแล้ว มีการรักษาภายนอกโดยการนวดด้วยน้ำมัน และประคบด้วยลูกประคบซึ่งทำจากใบสมุนไพรสองสามชนิด
ก่อนจะนวดน้ำมันให้คนไข้ต้องอุ่นน้ำมันเสียก่อน น้ำมันที่ใช้มักเป็นน้ำมันงา เนื่องจากน้ำมันงามีคุณสมบัติที่สามารถแทรกซึมไปได้ทั่ว
และมีสรรพคุณบำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ เมื่อน้ำมันอุ่นได้ที่แล้วก็เอามาชโลมและนวดเบา ๆ บริเวณที่มีปัญหา
การบีบนวดนั้นเท่ากับเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลม ทำให้ช่องที่เคยตีบตัน ขยายตัวออก
ซึ่งจะช่วยให้น้ำมันแทรกซึมไปตามช่องต่าง ๆ แล้ว ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อที่เคยตีบตันได้ และช่วยให้กล้ามเนื้อที่ติดขัดกลับคืนความยืดหยุ่น
เปรียบได้กับการเติมน้ำมันหล่อลื่นในเครื่องจักรเพื่อให้กลไกต่าง ๆ เคลื่อนได้คล่องตัว
ส่วนการประคบซึ่งจะแช่ลูกประคบในน้ำมันและตั้งไฟให้อุ่นตลอดเวลาที่ทำการประคบนั้น
ถือว่าเป็นการแก้ปวดโดยตรง เพราะลูกประคบซึ่งแช่อยู่ในน้ำมันอุ่น ๆ นั้น ความร้อนจะเสริมให้ช่องที่เคยตีบตันคลายตัวได้ดีขึ้น
น้ำมันที่แช่ลูกประคบก็ช่วยเสริมความชุ่มชื้นให้ร่างกาย โดยสมุนไพรที่ใช้จะมีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อยโดยเฉพาะ
สมุนไพรที่เอามาทำลูกประคบได้ก็อย่างเช่น ใบมะรุม ใบขนุน ใบมะขาม ใบลำโพง ใบของต้นปีกไก่หรือกระดูกไก่ดำ
วิธีทำลูกประคบนั้นก็ให้ใช้ใบไม้ที่ว่าเลือกมาสักสามอย่าง เลือกเอาแต่ใบ กิ่งก้านไม่เอา
ถ้าจะให้ได้ลูกประคบที่กำลังเหมาะมือก็เอามาหนักอย่างละ 150 กรัม (1 ขีดครึ่ง) ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง ซอยให้เป็นฝอย เอาใส่กะทะ
ใส่น้ำมันงาสักครึ่งแก้ว ถ้าหาน้ำมันงาไม่ได้ ใช้น้ำมันพืชแทนก็ได้ เติมเกลือสักหนึ่งช้อนชา คลุกเคล้าให้ทั่วแล้วตั้งไฟ ผัดให้ทั่วสักสิบหรือสิบห้านาที
จากนั้นเอามาตักใส่ผ้าขาวบางสองผืน ขนาดกว้างยาวสิบหรือสิบสองนิ้ว ผ้าไม่ควรบางมาก เดี๋ยวจะขาด แบ่งสมุนไพรใส่ผ้าขาวบางกะให้ได้เท่า ๆ กัน แล้วใช้เชือกมัดให้แน่น ทำเป็นลูกประคบสองลูก
เวลาจะประคบก็เอาลูกประคบใส่กะทะเติมน้ำมันให้หล่อก้นลูกประคบ แล้วตั้งไฟอ่อน ๆ
นวดบริเวณที่จะประคบด้วยน้ำมันสักห้านาที แล้วจึงเอาลูกประคบ ประคบบริเวณที่มีอาการปวด ตึง
พอลูกประคบลูกหนึ่งเริ่มเย็นก็เปลี่ยนเอาอีกลูกมาแทน สลับกันไป ประคบครั้งละ 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง
ถ้าจะให้ดีประคบตอนเช้าหรือไม่ก็ตอนเย็น ไม่ควรประคบตอนกลางวัน
โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อนเพราะอาจจับไข้ได้ ที่ควรระวังอีกอย่างหนึ่งก็คืออย่าให้ลูกประคบร้อนเกินไป จะทำให้ผิวหนังพองได้
การนวดด้วยน้ำมันและประคบด้วยสมุนไพรอย่างที่เล่ามา ใช้ได้ผลดีกับอาการปวดกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้อตึง
รวมทั้งปวดตามข้อด้วยแต่มีข้อแม้ว่าในกรณีของอาการปวดข้อนั้น ถ้ามีอาการอักเสบร่วมด้วย เช่น มีอาการร้อนผ่าวร่วมกับอาการปวด
ไม่ควรใช้วิธีประคบร้อน เพราะอาจทำให้อาการอักเสบกำเริบได้
เท่าที่เคยพบเห็นมามีคนเป็นจำนวนมากมีปัญหาคล้าย ๆ กับคุณลุงรายนี้ คือ ปวดไหล่ ไหล่ติด หรือไม่ก็ปวดเข่า
ปวดหลัง พบว่าเมื่อใช้วิธีนวดและประคบน้ำมันดังที่แนะนำนี้แล้ว ได้ผลดีจึงมาบอก กล่าวให้ลองทำกัน