สมัยที่ยังเด็กรู้สึกสงสัยเป็นครามครันว่าเจ้าต้นไม้เปลือกดำ
ๆ กลางทุ่งนาต้นนี้ ทำไมเปลือกจึงแหว่งไปแทบทั้งต้น แล้วก็สังเกตเห็นตาแก่
ๆ ชอบมาถากเอาไป
เราคงเคยได้ยินคำเปรียบเปรยที่ว่า "นังคนนั้นต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโกคบไม่ได้"
หรือบางทีก็ได้ยินว่า "ลูกบ้านนั้นดำเหมือนตอตะโก"
ตะโกจึงเป็นต้นไม้ที่ทุกคนคุ้นเคยกันมานานและมีลักษณะเด่นจนถูกนำมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพพจน์
แต่ก็รู้สึกสงสารเจ้าต้นตะโกจริง ๆ แค่มีเปลือกสีดำต้องกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ดีไม่งามไปเสียนี่
ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ลูกตะโกสุกกินได้
รสฝาด ๆ เฝื่อน ๆ มีหวานอยู่บ้าง คงไม่อร่อยเหมือนลูกพลับที่หวานสนิทกว่า
คนที่ปากหวานต่อหน้าแต่ลับหลังชอบนินทา จึงถูกเปรียบเปรยว่าต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโกนั่นเอง
แต่ลูกตะโกมีประโยชน์มากกว่านั้นเพราะนอกจากตอนสุกจะกินได้แล้ว
(ถึงไม่อร่อยก็เถอะ) ลูกอ่อนสามารถใช้เป็นสีย้อมผ้า เนื่องจากมีสารฝาดชื่อแทนนินอยู่สูง
ช่วยทำให้สีติดเนื้อผ้าแน่น ทนทาน
ตะโกยังเป็นไม้เนื้อเหนียวจึงนิยมใช้เป็นไม้ดัด ตะโกดัด เป็นไม้ที่ใช้ตกแต่งบ้านเรือนมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์
ดังจะเห็นได้จากกวีที่บรรยายตอนนางวันทองสั่งเรือนว่า "ตะโกนาทิ้งกิ่งประกันยอด
แทงทวยทอดอินพรมนมสวรรค์ บ้างผลิดอกออกช่อขึ้นชูชัน แสงพระจันทร์จับแจ่มกระจ่างตา"
จากบทกวีเราจะเห็นภาพของต้นตะโกที่ธรรมชาติจะทิ้งกิ่งห้อยลู่ลงมาดูสวยงาม
และด้วยความคุ้นเคยกับเจ้าต้นตะโก คนสมัยก่อนจะใช้เนื้อไม้ตะโกซึ่งมีความเหนียว
เนื้อละเอียด สีขาวหรือออกน้ำตาลอ่อน ในการทำเครื่องมือทางการเกษตร
เสา รอด ตงคาน เป็นต้น
ในแง่ของคุณค่าของการเป็นยาสมุนไพร ตะโกเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้คนมีอายุยืนยาว
ชาวบ้านทั่วไปจะใช้เปลือกต้นตะโก ผสมเปลือกต้นทิ้งถ่อน หัวแห้วหมู
เมล็ดข่อย เม็ดพริกไทยแห้ง เถาบอระเพ็ดอย่างละเท่ากันดองเหล้ากิน
หรือต้มกินก็ได้
ก่อนจะนวดน้ำมันให้คนไข้ต้องอุ่นน้ำมันเสียก่อน น้ำมันที่ใช้มักเป็นน้ำมันงา
เนื่องจากน้ำมันงามีคุณสมบัติที่สามารถแทรกซึมไปได้ทั่ว และมีสรรพคุณบำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ
เมื่อน้ำมันอุ่นได้ที่แล้วก็เอามาชโลมและนวดเบา ๆ บริเวณที่มีปัญหา
เปลือกต้น ตะโกยังใช้ต้มกับเกลืออมแก้รำมะนาด แก้ปวดฟัน
ทำให้ฟันทนทาน
เปลือกผล เผาเป็นถ่าน แช่น้ำกินขับระดูขาว ขับปัสสาวะ
รากต้นตะโก ต้มน้ำกินแก้โรคเหน็บชา โรคกษัยไตพิการ
น้ำเหลืองเสีย แก้ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ช่วยเจริญอาหาร แก้ร้อนใน
ที่สำคัญตะโกนับว่าเป็นสุดยอดของยาบำรุงสุขภาพต้นหนึ่ง
โดยเฉพาะท่านสุภาพบุรุษ เมื่อนึกภาพที่เห็นลุงแก่ ๆ ที่มาถากเอาเปลือกต้นตะโกไป
เมื่อโตขึ้นก็ถึงบางอ้อ รู้นะว่าเอาไปต้มกินเพื่ออะไร เพราะน้ำต้มเปลือกและเนื้อไม้ตะโก
มีสรรพคุณแก้โรคกามตายด้าน กระตุ้นร่างกายให้สดชื่นแข็งแรง
บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ นั่นเอง
ในตำรายาพิเศษ ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมวงศ์เธอกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
ได้เขียนตำรายาเป็นคำกลอนไว้ว่า "นิทานหนึ่งนั้น เขาพูดเล่ากัน
ณ ราชวังใน แสดงคุณยา นำมาแถลงไข ว่าผู้หนึ่งได้เป็นเช่นนี้มา
มิได้ไข้เจ็บ อยู่กับภรรยา อาการกริยา กลายเป็นพระไป อยู่กับเมียนั้น
เหมือนพี่น้องกัน ดังนี้เป็นได้ หลายปีเดือนนาน รำคาญเหลือใจ
ตอมจิตคิดไป เคืองคับอุรา นึกจักไปบวช เสียดายภรรยา หวนไปหวนมา
โกรธแค้นร่างกาย ไม่ได้ดังจิตร จำนงนึกหมาย กำลังเสื่อมหาย
เดือดร้อนเสียใจ วันหนึ่งเพื่อนเกลอ มาเยี่ยมแต่ไกล พูดจาปราไสย
ถามถึงร่างกาย ว่าเกลอเป็นไร ดูไม่สบาย เจ้าขุนมูลนาย เบียดเบียนบีฑา
หรือเจ็บป่วยไข้ ร่างกายกายา คล้ำดำผิดตา สุขทุกข์อย่างไร"
เพื่อนก็บอกอาการให้ฟัง เมื่อรู้อาการ เพื่อนเกลอที่มาแต่แดนไกลก็บอกตำรายารักษาว่า
"..... เพื่อนเกลอได้ฟัง อาไศรยกำลัง กรุณาอย่าตาม บอกยาแล้วว่า
เจ้าอย่าเข็ดขาม กินสองสามชาม จักหายโรคภัย กำลังกายา จักมาโตใหญ่
ต้มกินให้ได้ เปลือกพญาช้างดำ กำหนดจำไว้ จงได้หาทำ ยานี้ดีล้ำ
เขาเรียกตะโกนา ฯ"
"ครั้นเกลอไปแล้ว ชายนั้นแสวงหา ได้เปลือกตะโกนา ต้มกินรินไป
หายโรคกำลัง มากมายเจริญใหญ่ ยิ่งกว่าเก่าไป เป็นสุขสำราญ
ฯ"
ปัจจุบันเรื่องอย่างว่าของคุณ ๆ ผู้ชายกำลังกลายเป็นปัญหาระดับประเทศจนถึงระดับโลก
ปั่นป่วนกันไม่น้อย บางรายก็ซ่อนเร้นราวกับอับอายในเรื่องของธรรมชาติ
มีเมียแต่กลับนอนคนเดียว จนคนกังขา บางรายชายชราแต่หาแทะเล็มหญ้าอ่อนจนนอนซม
ความพอดีอยู่ไหนหนอ
มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า ความรัก การมีคู่ทำให้ชีวิตคนยืนยาวขึ้น
ตะโกคงทำหน้าที่ของมันมาช้านานในสังคมไทย ในคุณค่าของยาไทยจึงมิใช่ว่าจะละเลยความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์คนสมัยก่อนรู้ว่าตะโกเป็นยาอะไรเหมือนกับที่รู้ว่าต้องกินข้าวเมื่อหิว
แต่ทำไมหนาคนสมัยนี้จึงไม่มีใครรู้จักตะโกเอาเสียเลย รู้จักแต่ ยาเลิฟ ยาอี ที่ปราบไม่รู้จักหมด แล้วจะโทษใครดี