ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย


ผักกาดขาว
: จ้าวแห่งเส้นใยอาหาร




ผักกาดขาวถือว่าเป็นผักที่อพยพมาจากโพ้นทะเล แล้วกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยทั่วทุกภาค เพราะผักกาดขาวนำมาจิ้มน้ำพริกได้สารพัดชนิด เอามาเป็นผักแกล้มลาบ แกล้มส้มตำก็อร่อย หรือจะนำมาแกงส้มก็ให้รสชาติไม่เลว ที่กล่าวมาล้วนเป็นอาหารไทยรสแซ๊บ ยังไม่รวมอาหารจีน หรืออาหารสากล เช่น แกงจืด ผัดผัก สลัดผักต่างๆ อาหารเหล่านี้ผักกาดขาวล้วนสามารถไปแจมได้ทั้งสิ้น ถ้าจะเปรียบผักกาดขาวกับคน ผักกาดขาวคงเป็นคนนิสัยดีเข้ากับใครก็ได้ อยู่ตรงไหนก็ได้ ทำให้ผักกาดขาวเป็นผักที่ยืนยงไม่สูญหายไปจากวงการอาหารของทุกชาติ

ในทางการแพทย์จีนกล่าวว่า ผักกาดขาว มีรสหวาน ไม่มีพิษ มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ ทำให้ถ่ายได้ง่าย แก้ไอ ขับเสมหะ แก้พิษจากสุรา เป็นต้น

ผักกาดขาวมีสารอาหารต่าง ๆ ค่อนข้างครบ เช่น โปรตีน ไขมัน น้ำตาล ที่สำคัญคือผักกาดขาวมีแคลเซี่ยมและวิตามินซีในปริมาณสูง ซึ่งแคลเซี่ยมนอกจากจะมีหน้าที่เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปกติ ปัจจุบันยังพบว่าแคลเซี่ยมมีบทบาท ในการลดความดันโลหิตสูงและป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย ส่วนวิตามินซีจะมีบทบาทในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ป้องกันมะเร็ง และกำจัดสารพิษและโลหะหนักให้แก่ร่างกาย

ในตำรายาจีนจึงใช้ผักกาดขาวในการรักษาโรคขาดวิตามินและแคลเซี่ยมในเด็ก โดยจะใช้ผักกาดขาวหนึ่งถ้วย ใส่น้ำไปอีกหนึ่งถ้วย ต้มด้วยไฟอ่อน ๆ ให้เดือดครึ่งชั่วโมง เทเอาแต่น้ำแล้วเติมน้ำตาลทรายขาวเล็กน้อย ให้เด็กรับประทาน เห็นแล้วน่าอิจฉาคนจีนที่มีตำรับยารักษาโรคจากพืชผักของตัวเองคือรู้จักรับปรับใช้ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็กินแต่ยาฝรั่งซะจนประเทศชาติเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว

ผักกาดขาวยังเป็นผักที่ให้เส้นใย (dietary fiber) สูงมากชนิดหนึ่ง

ก่อนอื่นเรามารู้จักเส้นใยอาหารกันเสียก่อน เส้นใยอาหารเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำแต่จะพองตัวเมื่อมีน้ำ มีความสามารถในการอุ้มน้ำ เพิ่มความหนืด ไม่ถูกย่อย ดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุได้จึงป้องกันการเกิดปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น กวาดล้างอนุมูลอิสระ

การอุ้มน้ำได้ดีของเส้นใยจึงเพิ่มปริมาตรกากอาหาร กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ทำให้กากอาหารอ่อนนุ่ม ถ่ายสะดวก ตำรายาจีนที่แก้ท้องผูกจะเอาผักกาดขาวล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วผัดกับน้ำมันเกือบสุก จึงเติมซีอิ๊ว น้ำตาลทรายขาว น้ำส้ม น้ำและแป้งสาลีคั่วต่อไปจนสุกดี รับประทานแก้ท้องผูก แต่ถ้าเป็นตำรับแก้ท้องผูกไทย ๆ ก็รับประทานแกงส้มผักกาดขาว ได้เส้นใยจากผักกาดขาว และได้น้ำมะขามจากแกงส้มช่วยในการระบาย

การที่เส้นใยสามารถกำจัดอนุมูลอิสระและช่วยดึงเอาสารพิษที่อาจปนเปื้อน เข้าไปกับอาหารร่วมกับการที่เส้นใยสามารถลดความหมักหมมของการอาหารในลำไส้ จึงทำให้เส้นใยลดอุบัติการณ์การเป็นมะเร็งในลำไส้ สรรพคุณในการป้องกันมะเร็งในลำไส้ แม้ยังไม่ทราบขนาดที่แน่นอน แต่สหรัฐอเมริกาได้กำหนดให้ชายวัยสูงอายุบริโภคเส้นใยอาหาร 18 กรัมต่อวัน ในวันหนุ่มสาวต้องเพิ่มเป็น 20-25 กรัมต่อวัน การรับประทานเส้นใยอาหารมากกว่านี้ไม่ได้ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง แต่จะช่วยในแง่สุขภาพด้านอื่น เช่น ช่วยลดอาการท้องผูก เป็นต้น ดังนั้นการรับประทานผักกาดขาวเป็นประจำจะช่วยในการขับถ่าย และป้องกันมะเร็งในลำไส้ได้เป็นอย่างดี

ผักกาดขาวจัดว่าเป็นหนึ่งในอาหารสมุนไพรที่ทุกคนควรรู้จัก เพราะการบริโภคในยุคนี้ควรเป็นการบริโภคที่มีความรู้ ในอดีตเราอาจไม่สนใจว่าการกินผักกาดขาวแล้วมีประโยชน์อย่างไร มีอะไรให้กินเราก็กินไปตามเรื่อง

เมื่อวัฒนธรรมการกินอาหารแบบตะวันตกที่เรามักจะเรียกว่าแดกด่วน (Fast Food) แพร่เข้ามาและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในวัยรุ่น พอกินตามเข้าไปสักพักเราก็พบว่าอาหารพวกนี้เป็นอาหารขยะรังแต่จะเป็นปัญหาต่อสุขภาพ เป็นอาหารมีกากและเส้นใยน้อยคือแทบไม่มีเลย เป็นเหตุให้เป็นโรคระบบทางเดินอาหารและโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น มะเร็งในลำไส้ โรคถุงโป่งพองในลำไส้ ไส้ติ่งอักเสบ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร เบาหวาน โรคหัวใจ โรคนิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น

นอกจากเราต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ให้อาหารแดกด่วนเหล่านี้แล้ว เรายังต้องเสียค่ารักษาโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายอีกเป็นมูลค่าปีละหลายร้อยล้านบาท

การรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่หันกลับมากินอาหารไทย โดยหยิบยกประเด็นของคุณค่าทางอาหารและทางยาจะช่วยให้เราเป็นผู้บริโภคที่กินเป็นและกินอย่างฉลาด เช่น มีเมนูแกงส้มผักกาดขาวแก้ท้องผูก แกงส้มดอกแคแก้หวัด เป็นต้น

วิธีนี้น่าจะเป็นทางออกในการฟื้นฟูประเทศอีกแนวทางหนึ่ง เป็นการฟื้นฟูโดยใช้วัฒนธรรม อาจจะช้าแต่เป็นการแก้ที่ตรงจุดเพราะการ ล้มละลายของประเทศในปัจจุบันเกิดจากการครอบงำทางวัฒนธรรมโดยการทำให้คนไทยกินแบบฝรั่ง อยู่อย่างฝรั่ง ใช้ยาฝรั่งนั่นเอง




©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003