ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย


แค ดูแลสุขภาพในทุกฤดูกาล




ปีนี้ฤดูหนาวเมืองไทยที่ครั้งหนึ่งเคยมีกับเขาด้วย ได้หวนกลับมาอีก หลังจากที่เรามีสามฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก ร้อนฉิบ มาเสียหลายปี จนจำกันไม่ได้แล้วว่าเมืองไทยสมัยเมื่อสามสิบปีที่แล้วมีสามฤดู คือ หน้าร้อน หน้าฝน และหน้าหนาว

จำได้ว่าหลังเก็บเกี่ยวข้าวในนาแม่จะเตรียมฟืนดุ้นใหญ่ไว้ก่อไฟให้ผิงในคืนที่หนาวเย็น แล้วเผาข้าวหลามกิน กินไปคุยกันไปในขณะที่ผิงไฟ ความมันหวานของข้าวหลามร้อนๆ เป็นอาหารพลังงานที่ให้ร่างกายของเราสามารถที่จะต่อสู่กับความหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี

ตอนนั้นยังเป็นเด็กๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากรู้แต่ว่าอร่อยและก็สนุกที่ได้ปอกเปลือกข้าวหลาม ได้กินอะไรอร่อยๆ บ่อยครั้งที่ได้กินอะไรแปลกๆ ในฤดูนี้ เช่น แม่จะทำห่อหมกปลา แทนที่จะใส่ในกระทงใบตองกลับยัดใส่ในดอกไม้ชนิดหนึ่งที่แม่เรียกว่าดอกแคป่า ลักษณะเป็นโคนคล้ายถ้วย แล้วเอาไปนึ่งกินได้

ดอกแคป่าที่ว่ากับห่อหมกออกรสหวานๆ ขมๆ รสชาติแบบนี้เข้ากับห่อหมกปลาได้ดีไม่แพ้ใบยอ แถมหน้าหนาวยังจับปลาได้สารพัดชนิด เพราะน้ำตามที่ต่างๆ เริ่มงวด แม่มักจะนำดอกแคบ้านที่เรารู้จักกันทั่วไปมาแกงส้มกินกับปลาหมอ ก็เลยรู้ว่าแคนั้นมีอยู่หลายชนิดตั้งแต่นั้นมา และจะออกดอกมากในฤดูหนาวให้ผู้คนได้เก็บกินเป็นอาหาร

แคเป็นต้นไม้ที่คนไทยคุ้นเคยกันมานานจากวรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายมีการกล่าวถึงแค คือ "ตะขบตะเคียนคูนแค สมอสมีแสมม่วงโมก" ถ้าในสายตาของคนยุคนี้นึกถึงต้นแคที่ดอกขาวๆ ชาวบ้านนิยมนำมาแกงส้มกินกัน เรามักจะเรียกว่าแคบ้าน มีดอกทั้งสีขาวและสีม่วง สีม่วงนั้นพบได้ไม่บ่อยนักจะเห็นดอกสีขาวเสียมากกว่า มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sesbania grandiflora (L.) Pers. อยู่ในวงศ์ Papiliousceue

ความจริงแล้วแคต้นนี้อาจเป็นได้หลายแค เพราะในป่าบ้านเรายังมีแคอีกหลายชนิด ที่น่าแปลกคือแคทุกชนิด ดอกและยอดอ่อนกินเป็นผักได้ และดอกของแคทุกชนิดมีสรรพคุณแก้ไข้หัวลม ไข้หวัดต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเหมือนๆ กัน

แคป่าบ้านเรามีหลายชนิดเป็นพืชในวงศ์ Bigniniaceae เสียทั้งหมด แคที่ว่าได้แก่แคหางค่างหรือแคบิดมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Fernandoa adenophylla Steenis จะออกดอกสีเหลืองๆ มาตั้งแต่ปลายฝนจนถึงต้นหนาว

ส่วนอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าแคขาวหรือแคฝอยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dichadrone serrulata (DC) Seem. พอหน้าหนาวเจ้าดอกแคขาวก็เริ่มบาน ซึ่งดอกสีขาวจะบานตอนกลางคืนตอนเช้าก็จะร่วงลงมาให้คนเก็บเอาไปกิน ไม่ต้องเสียเวลาปีนขึ้นไปเก็บเพราะแคป่าทุกต้นสูงๆ ทั้งนั้น

อีกชนิดหนึ่งคือแคทรายหรือแคฝอยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Stereospermum neuranthum Kurz. ดอกจะมีลายสีม่วงๆ เขียวๆ เล็กกว่าแคขาว จะออกดอกในช่วงหน้าร้อน ส่วนแคหัวหมูมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Marhamia stipulata (Wall.) Seem : ex K. Schum. Var Kerri Sprague ดอกเจ้าแคหัวหมูจะขมกว่าชาวบ้าน ออกดอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว เช่นเดียวกับแคหางค่าง

ทุกแคที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งยอดอ่อนและดอกอ่อนสามารถนำมาปรุงเป็นอาหาร ตั้งแต่ลวกจิ้มน้ำพริก ทำเป็นแกงส้ม นำมาทำซุปเหมือนซุปหน่อไม้ หรือจะนำมาทำเป็นผักห่อห่อหมกแทนใบยอก็ไม่เลว

น่าเสียดายที่ว่าคนที่รู้จักกินดอกแคป่าหาได้น้อยเต็มที ทั้งยังไม่มีนักวิจัยคนไหนนำดอกแคป่ามาหาคุณค่าทางอาหาร เราเลยไม่สามารถไปพูดจาภาษาวิชาการให้คนสมัยใหม่ฟังว่าเจ้าดอกแคป่าเหล่านี้มีวิตามินตัวไหนที่ชาวโลกรู้จักแล้วบ้าง ที่แน่ๆ คือคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราในชนบทกินเจ้าดอกแคป่าเหล่านี้เพื่อป้องกันหวัดทำให้ร่างกายแข็งแรง ก็ยังดีใจที่ในตลาดของหลายจังหวัดมีดอกไม้รูปร่างเหมือนแตรนี้วางขายอยู่ อันนี้แหละปลอดสารพิษของจริง

ส่วนเจ้าดอกแคบ้านสีขาวที่เรายังพอจะหากินแกงส้มดอกแคชนิดนี้ได้อยู่บ้างนั้น ได้มีการศึกษาคุณค่าทางอาหารพบว่าทั้งยอดอ่อนและดอกแคมีคุณภาพดอกคับใบจริงๆ มีวิตามินและเกลือแร่มากมาย เช่น ในดอกมีวิตามินซีมากกว่ามะนาวถึงสองเท่า มีเยื่อใยอาหารสูงมากทั้งในดอกและใบ เรียกว่าเป็นพนักงานทำความสะอาดลำไส้ได้เป็นอย่างดี คนสมัยก่อนจึงนิยมกินยอดแคหรือดอกเป็นยาระบายได้ด้วย

ส่วนใบยอดอ่อนก็มีแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสสูงมาก มีโปรตีนในปริมาณสูง ทั้งยังมีปริมาณเบต้าคาโรทีนสารที่เชื่อว่าชลอความชราในปริมาณสูงเช่นกัน นี่ยังไม่พูดถึงวิตามินบี และธาตุเหล็กที่มีมากพอตัว

นอกจากดอกและยอดอ่อนจะกินได้แล้วฝักอ่อนก็กินได้เช่นกัน รวมทั้งเปลือกแคถือว่าเป็นยาฝาดสมานชั้นเยี่ยมใช้ต้มกินแก้ท้องเสีย และใช้ต้มล้างแผล

ดอกแคบ้านยังขยันออกดอกได้ทุกหน้า ยิ่งย่างเข้าหน้าหนาวยิ่งออกดอกอย่างมากมาย ให้เรานำมาทำเป็นแกงส้มอุดมด้วยวิตามินซีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ต้านทานกับโรคภัยที่จะมากับฤดูหนาว ยิ่งได้ปลาหมอมาทำเป็นแกงส้มร่วมกับดอกแคด้วยแล้ว โบราณว่าสรรพคุณรักษาไข้หัวลมได้ดีนัก





©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003