ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย


อบสมุนไพรที่บ้าน ดีท็อกซ์แบบไทยๆ




การอบไอน้ำเป็นการกำจัดพิษอย่างหนึ่ง ที่กำลังมีศัพท์ว่าดีท็อกซ์ทั้งหลายนะแหละ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าพิษคืออะไร ในที่นี้พิษคือของที่ร่างกายเราไม่ต้องการ เพราะถ้ามีมากๆจะเป็นภัยกับระบบต่างๆของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น การมีของเสียสะสมในลำไส้ต้องหาทางกำจัด โดยการกินยาถ่าย หรือการกินอาหารเส้นใยสูงประเภทข้าวกล้องหรือการกินผักมากๆ เพื่อกวาดของเสียที่ตกค้างตามผนังลำไส้ทิ้งไปเสีย

สารพิษหรือของเสียที่เราไม่ต้องการแต่ร่างกายดูดซึมเข้าไปแล้ว ร่างกายของเราก็จะมี กลไกที่จะพาสารพิษออกมาคือฉี่กับเหงื่อ ส่วนการขับถ่ายอุจจาระเป็นการขับของเสียที่เรากินเข้าไป เป็นของที่ยังไม่ถูกดูดซึม ดังนั้นของเสียที่เกิดจากการทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกายล้วนแต่ต้องขับออกมาทางปัสสาวะและทางเหงื่อทั้งสิ้น ่

เรื่องของเหงื่อนี้ฝรั่งยุ่งกับเหงื่อน้อยกว่าเรามาก มีเพียงแนะนำให้คนเราออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้แข็งแรง แต่ไม่พูดถึงเหงื่อ สำหรับคนตะวันออกแล้วการทำให้เหงื่อออกเป็นเรื่องที่สำคัญต่อสุขภาพมาก เหงื่อจะกำจัดของเสียที่ได้จากการทำงานของระบบน้ำเหลือง ทำให้การทำงานของระบบน้ำเหลืองดีขึ้น ภูมิต้านทานดีขึ้น

คนตะวันออกเชื่อว่าการที่มีสารพิษหรือของเสียสะสมในร่างกายคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น หอบหืด ผื่นแพ้ ตุ่มพุพอง ที่คนโบราณมักจะบอกว่าเป็นโรคน้ำเหลืองเสียนั่นเอง

การอบไอน้ำสมุนไพรเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่เชื่อว่าจะเป็นการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ลดอาการน้ำเหลืองเสีย และยังได้กลิ่นจากสมุนไพรที่ให้ความสดชื่นแก่ร่างกายอีกด้วย สมุนไพรที่ใช้อบไอน้ำได้แก่

มะกรูด เป็นพืชตระกูลส้ม ในใบและเปลือกผลมี น้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วย ซิโตรเนลลัล (citronellal) และซิโตรเนลลิลอะซิเตท (citronellyl acetate) มะกรูดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง หากไปงานศพมาต้องล้างหน้าด้วยน้ำที่แช่เปลือกมะกรูดเผาไฟ ในวรรณคดีไทยหลายเรื่องกล่าวถึงยาแก้ลมจากการสูดดมมะกรูดและพิมเสน เช่น "แล้วหยิบพานหมากมาหามะกรูด เอาเล็บขูดแกะก้มดมผิว"

อยู่ในบทละครนอกในเรื่องคาวี จะเห็นได้ว่าคนไทยมีการ ใช้กลิ่นหอมจากมะกรูดในการเป็นยาดมแก้ลมวิงเวียนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งตรงกับการรักษาที่เรียกว่า "Aromatherapy" นับเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่ายิ่งนัก

ขมิ้นชัน เหง้าขมิ้นชันมีสีเหลืองเข้มจากสารเคอร์คิวมิน (curcumin) และมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด ขมิ้นสามารถใช้เป็นยาทาผิวหนัง แก้ผดผื่นคันได้ ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้ผิวมีสีเหลืองนวล บำรุงผิวและฆ่าเชื้อที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด มีรายงานการทดลองว่าน้ำมันหอมระเหยและเคอร์คิวมิน ลดการอักเสบ มีฤทธิ์แอนตี้ออกซิแด้น(anti-oxidant)คนไทยจึงนิยมใช้ขมิ้นใส่ในยาอบเพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณดี ชะลอความแก่ ลดการอักเสบของผิวหนังและกล้ามเนื้อ

ไพล เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า มีกลิ่นเฉพาะ เหง้ามีสีเหลืองสด ในตำรับยาแผนโบราณ ใช้ส่วนหัวหรือส่วนเหง้าพอกแก้ฟกช้ำ บวม เคล็ดขัดยอก มีรายงานการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาว่าน้ำมันหอมระเหยหรือน้ำมันไพล ลดความดันโลหิต คลายกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อลาย และต้านการอักเสบ คนไทยนิยมใส่ไพลในยาอบหรือประคบเพื่อช่วยแก้ปวดเมื่อย ลดการอักเสบให้กับกล้ามเนื้อ

ตะไคร้ ในใบมีน้ำมันหอมระเหย มีกลิ่นหอมระเหย(Volatile oil) ทำให้สดชื่น

ส้มป่อย ในทางสมุนไพรไทยเชื่อว่าส้มป่อยมีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก บำรุงผิวพรรณ เพิ่มความต้านทานโรคให้แก่ผิวหนัง

หนาดใหญ่ คนไทยเชื่อว่าผีกลัวใบหนาด ในใบหนาดมีสารหอมระเหย Eugenol บรรเทาอาการหวัดคัดจมูก และมีสาร cryptomeridion มีฤทธิ์ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ เช่นกล้ามเนื้อหลอดลม คนไทยสมัยก่อนใช้ใบหนาดมวนสูบแก้หอบหืด

เปล้าใหญ่ คนไทยเชื่อว่าสมุนไพรชนิดนี้รักษาอาการน้ำเหลืองเสีย ซึ่งเป็นอาการที่ติดเชื้อง่ายทางผิวหนังหรืออาการผื่นแพ้ทางผิวหนัง รักษาผดผื่นคันทางผิวหนัง

การบูร เป็นสารหอมที่ระเหิดได้เมื่อถูกความร้อนใช้บรรเทาอาการหวัดคัดจมูก

จากสรรพคุณของสมุนไพรที่ได้กล่าวมา หลายท่านคงอยากจะอบไอน้ำมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ยากเลย เพียงแต่เอาหม้อข้าวไฟฟ้ามาวางใต้เก้าอี้ ใส่สมุนไพรที่ที่มีกลิ่นหอมพอจะหาได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามที่กล่าวมา หาอะไรไม่ได้ก็เครื่องต้มยำนั่นแหละ หรือถ้าเป็นหวัดก็เติมหอมแดงลงไป

เอาสมุนไพรใส่หม้อต้ม แล้วผ้าห่มมาคลุม ให้ไอน้ำสัมผัสทั่ว เหลือที่ไว้ให้หายใจสะดวกๆ ไม่ยากเลย ไม่ต้องไปเข้าคอร์สดีท็อกซ์ ให้เปลืองเปล่าๆ

ปล่อยให้คนมีสตางค์เขาดีท็อกซ์กันไป แบบนี้มีความสุขกว่ากันเยอะเลย ร่างกายจะกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันตาเห็น




©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003