ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

เบญจามฤต : ยาโด๊ปไทยไร้สาร


       เมื่อเอ่ยถึงยาสูตรโบราณทีไร คนทั่วไปมักนึกถึงตัวยาสมุนไพรที่หายากประเภทสัตตเขา เนาวเขี้ยว โกฐเทียน กฤษณา แก่นจันทน์ อำพันทอง เป็นต้น ทั้งๆ ที่ยาดีไม่จำเป็นต้องเป็นยาที่หายากเสมอไป บ่อยครั้งเรามียาดีอยู่ใกล้ตัวโดยไม่รู้คุณค่า วิถีชีวิตของคนยุคใหม่อยู่ภายใต้ภาวะความกดดัน เร่งรีบ แข่งขัน กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ ไร้การผ่อนพัก ทั้งร่างกายและจิตใจ จึงต้องการอาหารหรือยาที่ช่วยฟื้นสภาพให้หายโทรมไวๆ
       งานนี้คงไม่ต้องถึงกับถามหาบัวหิมะหรือโสมพันปี ทั้งไม่ควรพึ่งเค่รื่องดื่มประเภทยาโด๊ป กระตุ้นสมองให้ตาค้างแต่หลับในดังที่นิยมกันในเวลานี้ มีสูตรยาโบราณขนานแท้ตำรับหนึ่งซึ่งมีสรรพคุณบำรุงกำลังไม่แพ้โสมพันปี แต่หาง่าย ไม่แพงอย่างที่คิด ที่สำคัญคือสามารถปรุงได้จากก้นครัวของเราเอง

       ยาโด๊ปสูตรเด็ดของไทยขนานนี้มีชื่อฟังดูขรึมขลังว่า "เบญจามฤต" เป็นคำสนธิระหว่าง "เบญจ" + "อมฤต" ซึ่งหมายถึงน้ำอมฤตหรือน้ำทิพย์ที่ปรุงจากน้ำสมุนไพร ๕ ชนิดคือ น้ำนมสด น้ำมันเนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อยสดและน้ำส้มสายชู
       คนที่เคยชินกับน้ำสมุนไพรที่ได้จากพืช ผัก ผลไม้ ก็คงเป็นงงว่านมสด เนยใส น้ำส้มสายชูเป็นยาสมุนไพรตั้งแต่เมื่อไร ก็ต้องตอบว่าเป็นพิกัดยาที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบร่ำโบราณแล้ว
       อย่างน้ำนมสดในที่นี้ท่านหมายถึงน้ำนมสัตว์ที่มีสรรพคุณเป็นยาที่ได้มาจากนมคน นมวัว นมควาย นมช้าง นมแกะ นมม้า นมอูฐ นมเปรี้ยวจากนมวัว นมเปรี้ยวจากนมควาย นมปนเนย นมเสือ รวมแล้ว ๑๒ ชนิด ส่วนนมมังสวิรัติอย่างถั่วเหลืองไม่เกี่ยว

- น้ำนมสดในตำรับนี้ควรใช้นมที่มีรสหวานอย่างนมวัวซึ่งหาได้ง่าย หรือจะใช้นมแพะก็ยิ่งดี น้ำนมสัตว์แต่ละชนิดมีรสชาติและสรรพคุณเฉพาะแตกต่างกันก็จริง แต่มีสรรพคุณร่วมกัน คือช่วยบำรุงกำลัง แก้นอนไม่หลับ แก้ลม

- น้ำมันเนยใส หลวงพี่หลวงพ่อหรือคนเคยบวชเรียนย่อมรู้จักกันดีว่าในพระวินัยระบุว่าเนยใสหรือที่ภาษาแขกเรียกว่า "กี" เป็นคิลานเภสัชที่พระฉันได้หลังเพลไม่อาบัตินะโยม สรรพคุณเฉพาะของเนยใสคือช่วยย่อย แก้ท้องเสีย และช่วยบำรุงด้วย

       วิธีการทำเนยใสก็ไม่ยากเย็นอะไร นำเนยแข็งแท้ชนิดจืด(ห้ามใช้มาการีน) มาใส่กะทะ สแตนเลสหรือกะทะทองเหลืองตั้งไฟอ่อนๆ จนเนยแข็งละลายและเปลี่ยนสภาพเป็นเนยใส กรองกากทิ้งไป ห้ามนำกากเนยมาบริโภคเด็ดขาดเพราะเป็นโทษ ทำให้ร้อนใน ไม่สบายในลำคอ แถมยังย่อยยากอีกต่างหาก ส่วนเนยใสนั้นเป็นยาดี แม้ทารกที่กินนมจากสัตว์หรือจากถั่วเหลืองไม่ได้ก็ยังสามารถกินเนยใสได้โดยไม่มีปัญหา
- น้ำผึ้งก็ต้องเป็นของแท้ จะให้ดีก็ต้องเป็นน้ำผึ้งหลวงเดือนห้า มีสีน้ำตาลอ่อน มีสรรพคุณทางยาสูง ช่วยขับลมออกทางทวาร แก้ตรีโทษคือโทษที่เกิดจากเสมหะ ดีและลม และแน่นอนช่วยบำรุงร่างกายยิ่งกว่าน้ำตาลกลูโคสนิดหน่อยที่อยู่ในเครื่องดื่มชูกำลังที่โฆษณากันหลายร้อยเท่า

- น้ำอ้อยที่หีบจากลำอ้อยสดๆ ถ้าเป็นอ้อยแดงเป็นดีที่สุด ช่วยขับปัสสาวะ แก้ลม กระจายเสมหะ แก้ไข้เรื้อรัง และช่วยบำรุงร่างกายเช่นกัน

- อันดับสุดท้าย น้ำส้มสายชู มาแปลกกว่าเพื่อน น้ำสมุนไพรตัวอื่นในตำรับนี้เขามีรสหวานๆ มันๆ แต่น้ำส้มสายชูช่วยให้มีรสเปรี้ยวแทรกเข้ามา เพื่อกระจายลมให้แล่นทั่วร่างกาย กระตุ้นชีพจรที่อ่อนล้าให้เต้นเป็นปกติ และมีฤทธิ์ชูกำลังด้วย จะให้ได้สรรพคุณอย่างนี้ก็ต้องใช้น้ำส้มสายชูชีวภาพที่ได้จากการหมักผลไม้ดีกว่ากรดอะซิติกที่ได้จากการสังเคราะห์หลายขุม

       ตรงนี้อาจจะมีคำถามว่า ในเมื่อน้ำสมุนไพรทุกตัวล้วนมีฤทธิ์บำรุงร่างกายทั้งนั้น จะกินตัวใดตัวเดียวมิได้หรือเช่น นมสด น้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย ขอตอบว่าการที่แพทย์โบราณท่านทำค็อกเทลน้ำสมุนไพรสูตรนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้มีฤทธิ์ชูกำลังแรงขึ้น ๕ เท่าตัว
       น้ำสมุนไพรแต่ละตัวอุปมาดั่งซี่ไม้ไผ่แต่ละอันซึ่งหักได้ง่าย แต่ถ้านำ ๕ อันมามัดรวมกันย่อมเหนียวแน่นขึ้นหักยาก ฉันใดก็ฉันนั้น น้ำสมุนไพรทั้ง ๕ เมื่อนำมาผสมกันก็จะกลายเป็นน้ำค็อกเทลอมฤต ชนิดที่เครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลายที่ว่าแรงแค่ไหนก็ต้องหลบชิดซ้ายไปเลย

       ข้อสำคัญคือ ค็อกเทลสูตรสมุนไพรชูกำลังตำรับนี้ เป็นทั้งยากระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวและเป็นยาบำรุงร่างกายให้มั่นคงแข็งแรง มิใช่กระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวได้พักเดียวแล้วกลับมาโทรมเหมือนเก่า ยิ่งไปกว่านั้น น้ำอมฤตกำลัง ๕ สูตรนี้ยังมีสรรพคุณยิ่งกว่าเพียงการบำรุงกำลังเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยไข้เรื้อรังช่วยให้ร่างกายที่โทรมจัดฟื้นกลับสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว ช่วยให้กินได้ นอนหลับ ขับชีพจรให้เต้นเป็นปกติ ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่อ้วนเกิน ไม่ผอมเกิน เพราะน้ำสมุนไพร ๕ ชนิดเมื่อมาผสมกันจะกำจัดจุดอ่อนของแต่ละฝ่ายออกไป เหลือแต่จุดดีมีประโยชน์

คนที่เคยรังเกียจยาไทยขมๆ กล้ำกลืนยาก มาลองลิ้มชิมน้ำค็อกเทลสมุนไพรอมฤตสูตรเด็ดนี้ดูบ้าง ถ้าไม่ติดใจแล้ว มาต่อว่ากันได้เลย



©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003