ท่านบรมครูแพทย์ชีวกโกมารกัจจ์
เคยกล่าวไว้ว่าไม่มีพืชพรรณชนิดใดที่เอามาทำยาไม่ได้ ภูมิปัญญาด้านสมุนไพรนี้ได้สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน
แต่ตามกฎอนิจจัง ความรู้เหล่านี้ย่อมเรียวลงเรื่อย ๆ คนรุ่นเก่าอาจจะรู้จักต้นไม้ที่นำมาใช้ทำยามากกว่าคนรุ่นใหม่
ซึ่งมักไม่รู้จักต้นไม้ใบหญ้าที่พบเห็นอยู่รายรอบตัว
ยังโชคดีที่คนรุ่นปู่ย่าตายายของเราได้ประยุกต์เอาพืชสมุนไพรหลาย
ๆ ตัวมาปรุงเป็นอาหารที่บริโภคกันอยู่ในชีวิตประจำวัน สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
จึงทำให้ลูกหลานเหลนรุ่นดิจิตอลพลอยคุ้นหน้าคุ้นตาสมุนไพรก้นครัวเหล่านี้ไปด้วย
โดยอาจจะนึกไม่ถึงด้วยซ้ำว่า พืชผักพื้น ๆ ที่นำมาปรุงอาหารนี้
เมื่อนำมาประกอบกันจะกลายเป็นพิกัดยาหรือตำรับยาที่มีชื่อเสียงเก่าแก่
มีสรรพคุณทางเภสัชชะงัดนักแล
ตัวอย่างกลุ่มพืชสวนครัวอันเป็นตำรับยาสรรพคุณเด็ด ได้แก่
กระชาย ข่า กระเพราแดง ซึ่งหมอแผนโบราณท่านตั้งชื่อเฉพาะให้ว่า
ยาตรีกาฬพิษ อันหมายถึงยาที่ประกอบขึ้นด้วยสมุนไพร
3 ชนิด ช่วยดับพิษอันเป็นโทษได้
กระชาย เมืองไทยเรามี 3 ชนิด
คือ กระชายเหลือง กระชายดำ และกระชายแดง แต่ในทางยาไทยถือว่า
กระชายเหลืองมีสรรพคุณดีที่สุด และเป็นกระชายชนิดเดียวกับที่แม่ครัวนำมาหั่นเป็นฝอย
ๆ ใช้ปรุงแกง หรือน้ำยาขนมจีนให้มีรสชาติดี แต่ที่สำคัญนั้นคือ
กระชายเป็นยาบำรุงกำลังชั้นเลิศ จนได้ชื่อว่าเป็นโสมไทยเลยทีเดียว
ในรากกระชายยังมีน้ำมันหอมระเหยจำพวก คาดาโมนิน (cardamonin)
และซินีโอล (cineol) ช่วยแก้อาการปวดมวนในท้องได้เป็นปลิดทิ้ง
ยาตัวแรกในพิกัดยาจึงไม่ใช่สมุนไพรลึกลับ และไม่ต้องจ่ายสตางค์ซื้อหาราคาแพงกิโลละหลายร้อยบาทแต่อย่างใด
เดินเข้าตลาดสดทั่วไทยก็หาได้
ข่า ในที่นี้ก็คือ เหง้าข่าตาแดงที่นำมาทำต้มข่าไก่รสแซ่บนั่นเอง
คนเฒ่าคนแก่รู้จักนำแง่งข่าแห้งมาฝนกับน้ำปูนใส เอาน้ำกินแก้ป่วง
ซึ่งก็คืออาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง หรือจะโขลกคั้นน้ำผสมเหล้าโรงทาแก้ลมพิษ
สำหรับผู้หญิงหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ หมอตำแยจะเอาน้ำคั้นจากข่าสดผสมน้ำมะขามเปียกแทรกเกลือนิดหน่อย
ให้กินเพื่อขับเลือดเสียเลือดเน่าที่ตกค้างในมดลูก
กระเพราแดง คือ กระเพราที่มีลำต้นและใบสีม่วงแดง
คนไทยเรานิยมใช้ใบกระเพรามาปรุงแกงเลียง เพื่อช่วยประสะน้ำนมให้แม่ลูกอ่อน
คำว่า "ประสะ" ในที่นี้ก็หมายถึง ช่วยทำให้น้ำนมสะอาดและมีน้ำนมออกมากพอสำหรับเลี้ยงทารก
นอกจากนี้น้ำคั้นใบกระเพราหรือกระเพราทั้งต้น ยังใช้กินเพื่อขับเหงื่อ
แก้ไข้ ขับลม แก้ท้องเสีย และยังใช้ทาแก้โรคปวดข้อ แก้กลากเกลื้อน
ใช้หยอดหู แก้อาการปวดหูได้ด้วย เพราะน้ำกระเพรามียูจินอล
(eugenol) เหมือนที่มีอยู่ในน้ำมันกานพลู
สมุนไพรสวนครัวทั้ง 3 ชนิด เมื่อนำมาปรุงเป็นตำรับจะมีสรรพคุณพิเศษและออกฤทธิ์แรงขึ้น
คือ ช่วยแก้พิษจากไข้ตัวร้อนจัด แก้พิษตานซางในเด็กเล็ก แก้โลหิตเป็นพิษ
ลดอาการปวดมวนท้อง เนื่องจากบิดและท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด
นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการเหน็บชา และรักษาอาการกามตายด้านได้ผลดี
การปรุงยา มี 2 วิธี
คือ ปรุงสดและปรุงแห้ง วิธีปรุงสดทำได้ง่าย คือ นำพืชผักทั้ง
3 ชนิด (ซึ่งหาซื้อได้จากตลาดสดทุกแห่ง) มาอย่างละเท่า ๆ กัน
ใส่ครกตำรวมกันจนแหลก คั้นเอาน้ำกินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ สำหรับผู้ใหญ่
เด็กกินขนาดลดลงตามส่วน กินวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร
ส่วนวิธีปรุงแห้งนั้น ใช้รากกระชายแห้ง แง่งข่าแห้ง สำหรับกระเพราแดงควรใช้ส่วนรากมาทำแห้ง
ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าส่วนใบ หรือจะใช้กระเพราแดงทั้งต้นตากแห้งก็ได้
นำสมุนไพรแห้งทั้ง 3 ชนิด มาแยกบดให้เป็นผงละเอียด แล้วแบ่งผงสมุนไพรมาอย่างละเท่า
ๆ กัน คลุกเคล้าให้เข้ากัน กลายเป็นผงยาตรีกาฬพิษซึ่งสามารถนำไปบรรจุแคปซูลเพื่อสะดวกใช้ได้ด้วย
วิธีกิน สำหรับผู้ใหญ่ใช้ผงยา
1 ช้อนชา ละลายน้ำสุกอุ่น ๆ กิน 3 เวลา ก่อนอาหาร เด็กลดลงตามส่วน
หรือถ้าเป็นแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม ให้กินครั้งละ 2 แคปซูล
สำหรับผู้ใหญ่
คนไทยรุ่นใหม่ แม้จะไม่มีความรู้เรื่องสมุนไพรเท่าใดนัก แต่ทุกคนต้องรู้จักพืชผักก้นครัวทั้ง
3 ชนิดนี้ เพียงแค่รู้เพิ่มอีกนิดหนึ่งว่า กระชาย ข่า กระเพราแดง
เมื่อมารวมกันแล้วสามารถกลายเป็นตำรับยาโบราณขนานเอก ซึ่งใช้กันมานานนับพันปีแล้ว
ขอให้ช่วยกันบอกต่อ ช่วยกันใช้
เพื่อรักษาภูมิปัญญายาไทยตำรับนี้ไว้คู่บ้านคู่ครัว ชั่วลูก
สืบหลานตลอดกาลนานเทอญ.
กระชายเหลือง ชื่อวิทยาศาสตร์
Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
ข่าตาแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Alpinia
nigra (Gaertn.) B.L. Burtt
กระเพราแดง ชื่อวิทยาศาสตร์
Ocimum sanctum Linn.