ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย


สาโท ไวน์สมุนไพร
: ดื่มอย่างไรให้เป็น "ยา"




วัฒนธรรมการร่ำสุราซึมซาบอยู่ในรากเหง้าของทุกเผ่าพันธุ์ วีระบุรุษอันเกรียงไกรดังเช่น อเล็กซานเดอร์มหาราช หรือนายทองเหม็นแห่งบ้านบางระจันต่างหลงไหลในการเสพสุราทั้งนั้น

เมื่อกฎหมายและระเบียบเปิดช่อง วัฒนธรรมพื้นบ้านในสาขาผลิต "เมรัย" ที่เป็นทั้ง สาโท ไวน์ สุราแช่ของไทยก็เฟื่องฟูเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง มีอัตราการเติบโตสวนกระแสดอกเบี้ยของธนาคารแบบไม่เห็นฝุ่นกันเลย

ไวน์พื้นบ้านของไทยยังดีกรีแรงเบียดปริมาณการนำเข้าไวน์นอกอีกด้วย กรมศุลกากร รายงานว่าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคมปี 2545 เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ยอดนำเข้าไวน์ชั้นนำ เช่นไวน์ฝรั่งเศสหดหายไป 22 % ไวน์จากสหรัฐยอดตกไป 45 % ถ้าไวน์จากโปตุเกสยอดหายตกทะเลไปถึง 64 %

แสดงให้เห็นว่าไวน์ไทยและเหล้าพื้นบ้านไทย กำลังมีตลาดที่เติบโตแบบหยุดไม่อยู่จริง แต่เมื่อเหล้าพื้นบ้านที่เรียกว่า อุ สาโท ไวน์สมุนไพรหรือชื่ออย่างไร ยังไงๆ ก็คือเครื่องดื่มทีมีแอลกอฮอล์ ขณะเดียวกันก็มีมุมมองได้ในหลายมิติ ทั้งมิติของการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นมิให้สูญหาย มิติของการต่อสู้การผูกขาดจากส่วนกลาง มิติของการดื่มเพื่อสุขภาพ และมิติที่สำคัญก็คือมิติของความเป็นสุราแปลว่าเหล้ากินแล้วเมาเดินโซเซ ซึ่งสังคมไทยกำลังเหมารวมๆ กันทุกๆมิติ แล้วกำลังกลายเป็นสังคม "เมาแล้วภูมิใจ ไวน์ไทยทำเอง"

การเสพสุราเป็นข้อห้ามในทางศาสนาทั้งในศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม แต่เมื่อศาสนาใหม่ "บริโภคนิยม" และ"ตลาดเสรี"มาแรง การส่งเสริมการดื่มสุราปรากฏให้เห็นในสื่อมากขึ้นทุกวัน แม้ว่าในสมัยก่อนมีการดื่มสุราเช่นเดียวกับสมัยนี้ แต่สมัยก่อนเวลาเมาแล้วก่อความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินน้อยกว่านัก เพราะสภาพสังคมแตกต่างกัน ปัจจุบันคนต้องทำงานกับเครื่องจักร ขับยวดยานบนท้องถนน ไม่ได้ขี่ม้านั่งเกวียน จึงต้องการความรับผิดชอบและมีวินัยสูง หากผิดพลาดจะเกิดความรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงตั้งข้อสังเกตว่ายิ่งบริษัทเหล้าเบียร์ รวมถึงชุมชนผลิตเหล้าพื้นบ้าน โฆษณาและส่งเสริมการขายแข่งกันมากเท่าไหร่ ความเสียหายต่อสังคมยิ่งมากขึ้นหรือไม่

ดังนั้นแม้สาโทหรือเหล้าหมัก รวมถึงไวน์สมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาน่าสืบสาน และยังเป็นยาดีที่บรรพบุรุษสร้างสรรไว้อย่าดี ก็ควรใช้อย่างระมัดระวัง

ส่วนดีที่ผสมผสานไว้ในเหล้าหมักนั้น เริ่มตั้งแต่เทคนิควิทยาการในการทำเม็ดแป้งหัวเชื้อ เพื่อใช้หมักสุรา ชาวบ้านเรียกแป้งหมักเหล่านี้แตกต่างกันตามพื้นที่ และยังใช้ส่วนผสมสมุนไพรที่คัดเลือกและหลากหลายแตกต่างกันด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าพืชเหล่านั้นคือสมุนไพรที่ดีทำหน้าที่หลายๆ อย่างในการหมักเหล้า เช่น การควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการ ถ้าไปวิเคราะห์ลูกแป้ง ซึ่งปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยเกษตรได้ทำการศึกษาบ้างแล้ว พบว่าสมุนไพรที่ผสมของแป้งเหล้าส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อ เช่น กระเทียม กานพลู ดีปลี พริกไทย ซึ่งถือว่าคนแต่โบราณชาญฉลาดมาก

นอกจากนี้สมุนไพรที่ใส่ลงไปยังมีหน้าที่เป็น "ยาสมุนไพร" ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่มีรสร้อน และทำหน้าที่เป็นสมุนไพรแต่งกลิ่น เช่น รากกระพังโหม รากส่องฟ้า เป็นต้น
สมุนไพรที่ใส่เป็นยารสร้อนนั้น บางครั้งยังนำสมุนไพรเฉพาะต้นที่มีชื่อเสียงในการบำรุงร่างกายนำมาหมักหรือแช่ในสุรานั้นๆ ด้วย ที่นิยมในปัจจุบันคือ ไวน์กระชายดำ ไวน์ลูกยอ แต่ถ้าเป็นที่เรื่องลือในอดีตก็ต้องเป็นสุราดองจำพวก ตะโกนา ม้ากระทืบโรง โด่ไม่รู้ล้ม ทิ้งถ่อน กำลังเสื่อโคร่ง ฯลฯ

ถ้าวิเคราะห์โดยตัวของเหล้าเอง หากรู้จักใช้ก็นับเป็นยาได้ เหล้าเป็นยาร้อน ช่วยผ่อนคลาย ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก ถ้ามีสมุนไพรรสร้อนผสมผสานเพิ่มขึ้นก็เป็นการเพิ่มสรรพคุณ และไม่ควรมองว่าสมุนไพรบำรุงที่กล่าวไว้เป็นการบำรุงเซ็กซ์เพียงอย่างเดียว สรรพคุณที่มีอยู่ในสมุนไพรเหล่านี้ยังช่วยบำรุงกำลังทั่วไป ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามตัว ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อเส้นเอน และช่วยบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือถ้ามองแบบปัจจุบันการดื่มสุราแช่ช่วยให้แก้หนาว ช่วยเพิ่มความดันโลหิต

แต่จะต้องรับประทานในขนาดที่เหมาะ สม และเลือกสุราดองสมุนไพรที่ปรุงอย่างถูกวิธีทำให้สมุนไพรออกฤทธิ์ได้ดี การจิบสุราครั้งละไม่เกิน 30 ซีซี ดื่ม เช้า-เย็น ก็พอ หรือถ้าเป็นประเภทสาโทและไวน์สมุนไพร ควรดื่มวันละไม่เกิน 1 แก้ว ไม่ใช่ดื่มหมดทั้งขวด ดื่มแบบนี้ไม่นับเป็นยา
        และอยากกระตุ้นให้ทั้งหน่วยงานวิชาการร่วมแรงกับชุมชนท้องถิ่น ทำการศึกษาวิจัย วิธีผลิตให้สะอาด วิธีปรุงและใช้ประโยชน์จากไวน์สมุนไพร เหมือนประเทศฝรั่งเศสที่ถือว่าสุดยอดของการผลิตไวน์ ได้มีการศึกษาที่น่าสนใจ(แต่จะเชื่อได้ขนาดไหนต้องพิสูจน์กันต่อไป) พบว่าไวน์ในแต่ละจังหวัดหรือแต่ละท้องถิ่นทั่วฝรั่งเศสนั้น มีฤทธิ์และสรรพคุณทางยาที่ต่างกัน เพราะพันธุ์องุ่นและดินฟ้าอากาศต่างกัน

ยกตัวอย่างแคว้นที่คนไทยรู้จักกันดี ไวน์จากเบอร์กันดี เขตโบโจเลส์(Beaujolais) ว่ากันว่าดื่มแก้โรคติดเชื้อ(Bacteria infections) ถ้าหาไม่ได้ดื่มไวน์แดงจากบอร์โดซ์ แทนก็ได้
        หรือที่ฮือฮาไปทั่วโลกว่าดื่มไวน์วันละแก้วช่วยแก้ปัญหาโรคหัวใจนั้น ในแง่ของหลอดเลือดแดงแข็งตัวเปราะง่ายในผู้สูงอายุ แนะนำให้ดื่มไวน์แดงจากเมด็อก (Medoc) ถ้าป้องกันหัวใจวาย(Heart attack) ต้ององุ่นพันธุ์ปิโนต์ นัวร์ (Pinot noir) เพราะมีสารชนิดหนึ่งช่วยป้องกันหัวใจวายได้ดี แต่ว่าไวน์ชนิดนี้ราคาแพง ดื่มทุกวันหัวใจอาจวายเพราะหมดสตางค์เสียก่อน

ฝรั่งเศสเขาจะโม้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมไวน์ของเขาหรือเปล่าเราไม่รู้ แต่คนไทยมีรากฐานภูมิปัญญา หากตั้งหลักให้ดีไม่เมาในอำนาจและหวังรวยเร็วจากกระแสเกินไป อีกไม่นานการศึกษาอาจบอกเราได้ว่า ไวน์สมุนไพรชนิดใดใช้กับโรคใด หรือไวน์จากบุรีรัมย์กับจันทบุรี มีดีต่างกันตรงไหน

แต่ต้องจำกันตั้งแต่วันนี้ด้วยว่า ไวน์ สาโท คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นกัน !





©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003