ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย


บอระเพ็ดพุงช้าง เส้นทางจากกลางดงสู่ห้องวิจัย





คนทั่วไปรู้จักบอระเพ็ดกันดี แต่สำหรับชื่อบอระเพ็ดพุงช้าง หลายคนฟังแล้วแปลกหู อันที่จริงบอระเพ็ดทั้ง 2 ชนิดนี้ก็อยู่ในวงศ์เดียวกันนั่นแหละคือวงศ์ MENISPERMACEAE และที่เหมือนกันแน่ๆก็คือ ความขม อันเป็นเอกลักษณ์ของวงศ์บอระเพ็ดเขาล่ะ ส่วนสรรพคุณที่คล้ายๆกันก็คือ สมุนไพรทั้ง 2 ตัว เป็นยาเย็นที่ช่วยแก้ร้อนในและในทางตรงกันข้ามก็ช่วยบำรุงไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารได้ดีอีกด้วย

ส่วนสรรพคุณของบอระเพ็ดพุงช้างที่หมอยาไทยยกนิ้วให้ก็คือ เป็นยาอายุวัฒนะหรือยาที่ช่วยให้อายุยืนยาวนั่นเอง เคล็ด(ไม่)ลับของการมีอายุยืน คือ กินได้ ถ่ายคล่อง นอนหลับสบาย ไม่เจ็บไข้ มีเรี่ยวมีแรง ซึ่งบอระเพ็ดพุงช้างมีสรรพคุณดังว่าครบเครื่อง

แม้จะเป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อยเหมือนกัน แต่ส่วนของบอระเพ็ดพุงช้างที่นิยมนำมาปรุงยา คือ ส่วนหัวใต้ดิน ต่างจากบอระเพ็ดซึ่งไม่มีหัวจึงใช้เถาทำยา หัวบอระเพ็ดพุงช้างเมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่มาก อุปมาดั่งพุงช้าง มีน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัม อันเป็นที่มาของชื่อสมุนไพรดังนี้ และหัวของบอระเพ็ดพุงช้างมักจะโผล่ลอยเหนือพื้นดินกลางป่าดง จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า กลิ้งกลางดง

หมอยาไทยจะนำหัวบอระเพ็ดพุงช้างมาหั่นตากแห้งบดผงรับประทานกับน้ำผึ้งหรือปั้นลูกกลอนกินเป็นยาอายุวัฒนะ เจริญอาหารและช่วยขับผายลมดีนักแล ส่วนพวกชาวบ้านป่าและพรานไพรทั้งหลาย เขาจะนำหัวสมุนไพรตัวนี้มาดองเหล้ากินเป็นยาขยัน ขนาดยาม้ายังเรียกพี่

อันที่จริงส่วนเถาของบอระเพ็ดพุงช้างก็นำมาใช้ทำยาได้ ช่วยขับโลหิตระดู และกระจายลมที่แน่นหน้าอก โปรดจำง่ายๆว่าสมุนไพรตัวนี้ รับใช้ทั้งสองเพศ คือ หญิงใช้เถา ชายใช้หัว

ข้อควรรู้เกี่ยวกับเอกลักษณ์ของสมุนไพรชนิดนี้ อีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อเด็ดก้านใบหรือเถาของมัน จะมียางสีแดงสดไหลออกมา อันเป็นที่มาของอีกชื่อหนึ่งของสมุนไพรตัวนี้ว่า บอระเพ็ดยางแดงหรือทางถิ่นอีสานเอิ้นว่า กระท่อมเลือด เพราะกินแล้วมีแฮงเหมือนกินกระท่อมเด้อ บางทีก็เรียกสบู่เลือด ส่วนทางเหนือก็อู้ว่า เปล้าเลือดเครือ

ขอให้รู้ว่าสมุนไพรสารพัดชื่อตัวนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์อย่างเดียวกันว่า Stephania venosa (Bl.) spreng.

ตามปกติบอระเพ็ดพุงช้างเป็นสมุนไพรที่หาทำยาได้ยากอยู่แล้ว เพราะกว่าหัวของมันจะโตเป็นพุงช้างน้อยๆก็กินเวลาหลายขวบปี แต่ระยะ 4-5 ปีมานี้หัวบอระเพ็ดพุงช้างเริ่มขาดตลาด และมีราคาแพงขึ้นทุกที ทั้งนี้เพราะมีนักวิจัยชาวญี่ปุ่นมากว้านซื้อเอาไป ส่วนคนไทยก็นิยมกันจนกลายเป็นแฟชั่น ไปงานแสดงสมุนไพรที่ไหนเป็นต้องเห็นหัวโตๆของบอระเพ็ดพุงช้างอวดพุงโชว์ทุกที่ แต่ที่ร่ำลือกันนั้นมักเรียกว่า สบู่เลือด ฟังดูทำให้เรียกติดปากเหมาะแก่การเผยแพร่กระจายตัวของคำพูดปากต่อปากยิ่งนัก แต่ก็ทำเอาสบู่เลือดแทบหมดป่าเหมือนกัน

ต่อมามีข่าวว่าสถาบันวิจัยมีชื่อแห่งหนึ่งของไทยก็กำลังสะสมสมุนไพรหายากตัวนี้อยู่เหมือนกัน ก็หวังว่าสถาบันวิจัยไทยคงจะทำวิจัยเพื่อประโยชน์ของคนไทย ไม่ใช่เป็นมือปืนรับจ้างของต่างชาติ เหมือนกรณีของเปล้าน้อยซึ่งเรียบร้อยโรงเรียนพี่ยุ่นไปแล้ว

นัยว่างานวิจัยบอระเพ็ดพุงช้าง มุ่งไปที่การค้นหาอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากสรรพคุณโบราณ นั่นก็คือตัวสารสำคัญที่ช่วยลดไตรกลีเซอไรน์ น้ำตาลและไขมันในเส้นเลือด ก็มีลุ้นว่านักวิจัยไทย หรือนักวิจัยซามูไร ใครจะจดลิขสิทธิ์ได้ก่อนกัน

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของทรัพย์สินภูมิปัญญาจากสมุนไพรไทยที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งจะพิสูจน์ในไม่ช้านี้ สุภาษิต ใกล้เกลือกินด่าง ยังเป็นเอกอัปลักษณ์ไทยอยู่หรือเปล่า





©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003