ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย


อบเชย สมุนไพรอุ่นไฟธาตุยามหนาว

จากเดือนอ้ายเข้าเดือนยี่น้ำก็รี่ไหลลงๆตามวัฎจักรแห่งธรรมชาติ ฝนปีเก่ามาเร็วและไปล่ากว่าปกติ เพราะฤทธิ์คุณเอลนิโญ่ กว่าจะเข้าฤดูหนาวจริงๆก็เพิ่งต้นปีใหม่นี่แหละ การเก็บเกี่ยวก็เพิ่งเสร็จสิ้นไป เริ่มได้ข้าวใหม่มากินกับปลามันกันบ้างแล้ว

ในทางอายุรเวทถือว่าเหมันตฤดูเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุด และเป็นช่วงที่สิ่งมีชีวิตมีพลังสูงสุดด้วย มีข้ออธิบายง่ายๆว่าช่วงเหมันต์ อากาศหนาวเย็น รูขุมขนทั่วร่างกายปิดตัวลง ผิวหนังหดตึงเพื่อเก็บความร้อนไว้อุ่นร่างกายสู้กับความหนาวเย็น

ในฤดูหนาวนี้ทั้งคนและสัตว์ทั้งหลายจึงมีไฟธาตุในระบบย่อยอาหารมากที่สุด จำเป็นต้องมีอาหารป้อนไฟธาตุ หากกินอาหารไม่เพียงพอ ไฟธาตุที่ว่าจะเผาผลาญเนื้อเยื่อและสิ่งที่สะสมในร่างกายอย่างรวดเร็ว

ใครที่อยากลดน้ำหนักเร็วๆลองลดอาหารในช่วงฤดูหนาวดูรับรองผอมแน่ภายในไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ แต่ต้องระวังขาดสารอาหารและสิ้นเรี่ยวแรงเป็นลมไปซะก่อน ถ้าเผลอลดปริมาณอาหารมากเกินไป ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่คนและสัตว์ตามธรรมชาติต้องการกินอาหารหนักๆเพื่อบำรุงเนื้อหนัง สำรองไว้ยาม อดในหน้าแล้ง

อาหารหนักๆถ้าเป็นเนื้อก็ต้องเป็นเนื้อหมูหรือเนื้อวัวติดมันมากๆ ถ้าเป็นข้าวก็ต้องเป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวใหม่ๆ มีความชุ่มชื้นสูงและช่วงข้าวใหม่ปลาในนาจะมีไขมันสูงด้วย ข้าวใหม่ปลามันจึงเป็นอาหารหนักที่เอร็ดอร่อยสำหรับคนไทยในแหล่งนาข้าว สำนวนข้าวใหม่ปลามันจึงใช้เปรียบเปรยคู่หนุ่มสาวที่เพิ่งอยู่กินกันใหม่ๆในช่วงหน้าหนาวนั่นเอง

ตามหลักฤดูจริยาของอายุรเวท กล่าวไว้ว่าในฤดูหนาวนอกจากสามารถบริโภคอาหารหนักได้แล้ว ควรรับประทานอาหารที่มีรสหวาน เปรี้ยวและเค็ม เพราะรสหวานประกอบด้วยธาตุดินกับธาตุน้ำซึ่งช่วยเพิ่มมวลในร่างกายอย่างเต็มที่ ส่วนรสเปรี้ยวมีธาตุดินกับธาตุไฟ และรสเค็มมีธาตุน้ำกับธาตุไฟ ซึ่งยังมีธาตุดินกับธาตุน้ำช่วยบำรุงเนื้อหนัง โดยมีธาตุไฟแทรกบ้างเล็กน้อย

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า หน้าหนาวควรกินอาหารรสเผ็ดร้อนเพื่ออุ่นร่างกาย แต่หมออายุรเวทกลับเห็นตรงกันข้ามว่า ไม่จำเป็นต้องเสริมอาหารรสเผ็ดร้อนในช่วงเหมันต์ฤดู เพราะฤดูนี้ร่างกายมีไฟธาตุแก่กล้าอยู่แล้ว ยกเว้นถ้ากินอาหารหนักมากเกินไปจนธาตุไฟหย่อนไม่พอช่วยย่อย ก็ต้องแทรกอาหารหรือยาสมุนไพรที่มีรสสุขุมคือ รสกลางๆ ไม่เย็น ไม่ร้อน หรือร้อนหน่อยๆก็ได้ เพื่อเพิ่มธาตุไฟ ช่วยให้การย่อยอาหารสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

กรณีไฟธาตุหย่อนในหน้าหนาว ไม่แนะนำให้กินต้มยำที่มีรสแซ่บจัด เพราะจะทำให้ไฟธาตุภายในร่างกายมีมากเกินไป อาจเกิดอาการร้อนในได้ ทางที่ดีควรกินอาหารที่ใส่เครื่องเทศรสร้อนไม่มากนัก อย่างเช่น แกงพะโล้ใส่อบเชย โป๊ยกัก เป็นต้น คือช่วยเพิ่มไฟธาตุให้ร่างกาย แต่ไม่ถึงกับเกิดอาการร้อนในหรือถ้ายังอยากกินต้มยำก็อย่าให้รสเผ็ดจนเกินไปนัก

หากเกิดท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยในช่วงฤดูหนาว ก็ควรหายาธาตุไว้ใกล้ตัว ถ้าจะให้ดีขอแนะนำยาธาตุสมุนไพรสูตรอบเชย เพราะยาธาตุในท้องตลาดเวลานี้ล้วนเป็นยาเภสัชเคมีแผนปัจจุบันทั้งนั้น สารหอมระเหย ซินนามัลดิไฮด์(Cinnamaldehyde) ในอบเชยนอกจากจะช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อ เนื่องจากอาหารไม่ย่อยแล้ว ยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะลำไส้ แก้ท้องเสียได้อีกต่างหาก

อบเชยเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม รสสุขุม เหมือนที่กวีโบราณชมว่า "อบเชยพี่เชยชม หอมกลิ่นอบเฌอนา" จึงมีสรรพคุณช่วยย่อยและรักษากระเพาะลำไส ้ ต่างจากพริกและเครื่องแกงรสเผ็ดร้อนในต้มยำแม้จะช่วยย่อยอาหาร แต่จะทำให้แสบร้อนกระเพาะลำไส้ และเกิดแผลในทางเดินอาหารได้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่ร่างกายมีไฟธาตุสูงอยู่แล้ว

ทั้งเปลือกอบเชยและน้ำมันอบเชยไม่ปรากฏว่ามีพิษข้างเคียงแต่อย่างใด เพราะในอดีตและปัจจุบันมีการใช้อบเชยในอุตสาหกรรมทำอาหารและขนมประเภทขนมปัง คุกกี้ โดนัท แคนดี้ ลูกอมดับกลิ่นปากเป็นต้น รวมทั้งอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางด้วย

หลังอาหารหนักมื้อใด ถ้าเกิดอาการจุกเสียดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ลองหันมารับประทานยาธาตุสมุนไพรสูตรอบเชยดู แล้วท่านจะรู้ด้วยตนเองว่า อบเชยนั้นเชยแต่ชื่อ สรรพคุณนั้นหรือไม่แพ้ยาฝรั่งยี่ห้อใด

ปัจจุบันการค้นคว้าด้านสรรพคุณของสมุนไพรเครื่องเทศตัวนี้ยังไม่มีสิ้นสุด เมื่อเร็วๆนี้ทางมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดอบรมเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสรรพคุณใหม่ล่าสุดของอบเชย ซึ่งเป็นผลงานวิจัยจากวงการแพทย์สหรัฐอเมริกาว่าสารสำคัญในเปลือกอบเชยเทศ(Cinnamomum veranum)มีฤทธิ์คล้ายอินซูลิน(Insulin)ที่ผลิตจาก islets of Langerhans ในตับอ่อน ซึ่งช่วยควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย ดังนั้นในทางการแพทย์จึงมีอบเชยเป็นสมุนไพรทางเลือกอีกตัวหนึ่ง ที่จะใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่สำคัญคืออบเชยราคาถูกกว่า หาได้ง่ายกว่าและใช้สะดวกกว่าอินซูลิน ซึ่งเป็นยาฉีดเข้าเส้นเลือด

อันที่จริงสมุนไพรเครื่องเทศตระกูลอบเชย(Cinnamon) มีหลายชนิด ที่รู้กันดีคือ อบเชยเทศจากศรีลังกาและชวา นอกจากนี้ก็มีอบเชยจีน (Cinnamomum aromaticum) ซึ่งมีกลิ่นหอม อบเชยญวน(C.camphora) ซึ่งมีกลิ่นคล้ายการบูร และอบเชยไทย(C.begolghata Sweet) เปลือกมีรสหอมหวานเป็นต้นไม้ใหญ่มีอยู่ในป่าชื้นของไทยหลายพื้นที่ มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า สมุลแว้ง ฝนแสนห่า หรือโมงหอมเป็นต้น

ได้ข่าวว่านักวิจัยด้านสมุนไพรของไทยกำลังศึกษา สรรพคุณแก้เบาหวานและสรรพคุณใหม่ๆของอบเชยกันอยู่ เพื่อผลักดันสมุนไพรชื่อเชยๆตัวนี้ ออกมามีบทบาทในการรักษาและส่งเสริมสุขภาพของคนไทย ยุคใหม่มากขึ้น




©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003