ในทางอายุรเวทถือว่าเหมันตฤดูเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุด
และเป็นช่วงที่สิ่งมีชีวิตมีพลังสูงสุดด้วย มีข้ออธิบายง่ายๆว่าช่วงเหมันต์
อากาศหนาวเย็น รูขุมขนทั่วร่างกายปิดตัวลง ผิวหนังหดตึงเพื่อเก็บความร้อนไว้อุ่นร่างกายสู้กับความหนาวเย็น
ในฤดูหนาวนี้ทั้งคนและสัตว์ทั้งหลายจึงมีไฟธาตุในระบบย่อยอาหารมากที่สุด
จำเป็นต้องมีอาหารป้อนไฟธาตุ หากกินอาหารไม่เพียงพอ
ไฟธาตุที่ว่าจะเผาผลาญเนื้อเยื่อและสิ่งที่สะสมในร่างกายอย่างรวดเร็ว
ใครที่อยากลดน้ำหนักเร็วๆลองลดอาหารในช่วงฤดูหนาวดูรับรองผอมแน่ภายในไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์
แต่ต้องระวังขาดสารอาหารและสิ้นเรี่ยวแรงเป็นลมไปซะก่อน ถ้าเผลอลดปริมาณอาหารมากเกินไป
ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่คนและสัตว์ตามธรรมชาติต้องการกินอาหารหนักๆเพื่อบำรุงเนื้อหนัง
สำรองไว้ยาม อดในหน้าแล้ง
อาหารหนักๆถ้าเป็นเนื้อก็ต้องเป็นเนื้อหมูหรือเนื้อวัวติดมันมากๆ
ถ้าเป็นข้าวก็ต้องเป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวใหม่ๆ มีความชุ่มชื้นสูงและช่วงข้าวใหม่ปลาในนาจะมีไขมันสูงด้วย
ข้าวใหม่ปลามันจึงเป็นอาหารหนักที่เอร็ดอร่อยสำหรับคนไทยในแหล่งนาข้าว
สำนวนข้าวใหม่ปลามันจึงใช้เปรียบเปรยคู่หนุ่มสาวที่เพิ่งอยู่กินกันใหม่ๆในช่วงหน้าหนาวนั่นเอง
ตามหลักฤดูจริยาของอายุรเวท
กล่าวไว้ว่าในฤดูหนาวนอกจากสามารถบริโภคอาหารหนักได้แล้ว
ควรรับประทานอาหารที่มีรสหวาน เปรี้ยวและเค็ม
เพราะรสหวานประกอบด้วยธาตุดินกับธาตุน้ำซึ่งช่วยเพิ่มมวลในร่างกายอย่างเต็มที่
ส่วนรสเปรี้ยวมีธาตุดินกับธาตุไฟ และรสเค็มมีธาตุน้ำกับธาตุไฟ
ซึ่งยังมีธาตุดินกับธาตุน้ำช่วยบำรุงเนื้อหนัง โดยมีธาตุไฟแทรกบ้างเล็กน้อย
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า หน้าหนาวควรกินอาหารรสเผ็ดร้อนเพื่ออุ่นร่างกาย
แต่หมออายุรเวทกลับเห็นตรงกันข้ามว่า ไม่จำเป็นต้องเสริมอาหารรสเผ็ดร้อนในช่วงเหมันต์ฤดู
เพราะฤดูนี้ร่างกายมีไฟธาตุแก่กล้าอยู่แล้ว ยกเว้นถ้ากินอาหารหนักมากเกินไปจนธาตุไฟหย่อนไม่พอช่วยย่อย
ก็ต้องแทรกอาหารหรือยาสมุนไพรที่มีรสสุขุมคือ รสกลางๆ ไม่เย็น
ไม่ร้อน หรือร้อนหน่อยๆก็ได้ เพื่อเพิ่มธาตุไฟ ช่วยให้การย่อยอาหารสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
กรณีไฟธาตุหย่อนในหน้าหนาว ไม่แนะนำให้กินต้มยำที่มีรสแซ่บจัด
เพราะจะทำให้ไฟธาตุภายในร่างกายมีมากเกินไป อาจเกิดอาการร้อนในได้
ทางที่ดีควรกินอาหารที่ใส่เครื่องเทศรสร้อนไม่มากนัก อย่างเช่น
แกงพะโล้ใส่อบเชย โป๊ยกัก เป็นต้น คือช่วยเพิ่มไฟธาตุให้ร่างกาย
แต่ไม่ถึงกับเกิดอาการร้อนในหรือถ้ายังอยากกินต้มยำก็อย่าให้รสเผ็ดจนเกินไปนัก
หากเกิดท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยในช่วงฤดูหนาว ก็ควรหายาธาตุไว้ใกล้ตัว
ถ้าจะให้ดีขอแนะนำยาธาตุสมุนไพรสูตรอบเชย
เพราะยาธาตุในท้องตลาดเวลานี้ล้วนเป็นยาเภสัชเคมีแผนปัจจุบันทั้งนั้น
สารหอมระเหย ซินนามัลดิไฮด์(Cinnamaldehyde) ในอบเชยนอกจากจะช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อ
เนื่องจากอาหารไม่ย่อยแล้ว ยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะลำไส้
แก้ท้องเสียได้อีกต่างหาก
อบเชยเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม
รสสุขุม เหมือนที่กวีโบราณชมว่า "อบเชยพี่เชยชม หอมกลิ่นอบเฌอนา"
จึงมีสรรพคุณช่วยย่อยและรักษากระเพาะลำไส
้ ต่างจากพริกและเครื่องแกงรสเผ็ดร้อนในต้มยำแม้จะช่วยย่อยอาหาร
แต่จะทำให้แสบร้อนกระเพาะลำไส้ และเกิดแผลในทางเดินอาหารได้
โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่ร่างกายมีไฟธาตุสูงอยู่แล้ว
ทั้งเปลือกอบเชยและน้ำมันอบเชยไม่ปรากฏว่ามีพิษข้างเคียงแต่อย่างใด
เพราะในอดีตและปัจจุบันมีการใช้อบเชยในอุตสาหกรรมทำอาหารและขนมประเภทขนมปัง
คุกกี้ โดนัท แคนดี้ ลูกอมดับกลิ่นปากเป็นต้น รวมทั้งอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางด้วย
หลังอาหารหนักมื้อใด ถ้าเกิดอาการจุกเสียดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย
ลองหันมารับประทานยาธาตุสมุนไพรสูตรอบเชยดู แล้วท่านจะรู้ด้วยตนเองว่า
อบเชยนั้นเชยแต่ชื่อ สรรพคุณนั้นหรือไม่แพ้ยาฝรั่งยี่ห้อใด
ปัจจุบันการค้นคว้าด้านสรรพคุณของสมุนไพรเครื่องเทศตัวนี้ยังไม่มีสิ้นสุด
เมื่อเร็วๆนี้ทางมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดอบรมเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสรรพคุณใหม่ล่าสุดของอบเชย
ซึ่งเป็นผลงานวิจัยจากวงการแพทย์สหรัฐอเมริกาว่าสารสำคัญในเปลือกอบเชยเทศ(Cinnamomum
veranum)มีฤทธิ์คล้ายอินซูลิน(Insulin)ที่ผลิตจาก islets of
Langerhans ในตับอ่อน ซึ่งช่วยควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย
ดังนั้นในทางการแพทย์จึงมีอบเชยเป็นสมุนไพรทางเลือกอีกตัวหนึ่ง
ที่จะใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่สำคัญคืออบเชยราคาถูกกว่า
หาได้ง่ายกว่าและใช้สะดวกกว่าอินซูลิน ซึ่งเป็นยาฉีดเข้าเส้นเลือด
อันที่จริงสมุนไพรเครื่องเทศตระกูลอบเชย(Cinnamon) มีหลายชนิด
ที่รู้กันดีคือ อบเชยเทศจากศรีลังกาและชวา นอกจากนี้ก็มีอบเชยจีน
(Cinnamomum aromaticum) ซึ่งมีกลิ่นหอม อบเชยญวน(C.camphora)
ซึ่งมีกลิ่นคล้ายการบูร และอบเชยไทย(C.begolghata Sweet)
เปลือกมีรสหอมหวานเป็นต้นไม้ใหญ่มีอยู่ในป่าชื้นของไทยหลายพื้นที่
มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า สมุลแว้ง ฝนแสนห่า หรือโมงหอมเป็นต้น
ได้ข่าวว่านักวิจัยด้านสมุนไพรของไทยกำลังศึกษา
สรรพคุณแก้เบาหวานและสรรพคุณใหม่ๆของอบเชยกันอยู่
เพื่อผลักดันสมุนไพรชื่อเชยๆตัวนี้ ออกมามีบทบาทในการรักษาและส่งเสริมสุขภาพของคนไทย
ยุคใหม่มากขึ้น