|

หมอเมือง
และ ปิ๊ดยาของชาวล้านนา
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๘ ถึงอาทิตย์ที่ ๓๐
พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ที่ผ่านมาหมาดๆ หมอพื้นบ้านชาวล้านนาหรือหมอเมืองกว่า
๒๐๐ ชีวิต
มาชุมนุมกันที่ วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
การพบปะกันแบบนี้นับเป็นครั้งที่ ๒ แล้ว
เพื่อทำการสังคายนาองค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับระบบการแพทย์พื้นบ้านล้านนาซึ่งถือเป็นผลงานจากชุดโครงการวิจัย
ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง
และมี ผศ.ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ หัวหน้าชุดวิจัย
ทำงานอย่างเต็มที่มาไม่ต่ำกว่า ๓-๔ ปี
ผลงานวิจัยแม้ยังไม่สมบูรณ์ที่สุดเพราะยังรอการตรวจทานแก้ไขจากข้อเสนอแนะของหมอพื้นบ้านและ
นักวิชาการที่เกี่ยวข้องในรอบสุดท้าย และอาจมีการแต่งเติมต่อไปไม่จบสิ้นก็ตาม
งานเท่าที่ทำสำเร็จไว้พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า งานวิจัยครั้งนี้ได้องค์ความรู้ที่รวบรวมจากปั๊บสา(ตำรายา)
และเอกสารมากมาย รวมถึงความรู้จากปากและวิธีการปฏิบัติจากภูมิปัญญาหมอเมืองที่ยังหลงเหลือมีชีวิตอยู่
ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่ง และคณะวิจัยได้จัดหมวดหมู่ให้เป็นระบบง่ายต่อการทำการศึกษาค้นคว้าต่อไปด้วย
พูดอย่างภาษานักวิชาการ งานวิจัยครั้งนี้ได้ตำราหนาๆ และน่าอ่านมา
๔ เล่ม เล่าให้ฟังอย่างย่นย่อ คือ เล่ม ๑
ว่าด้วย แนวคิด ทฤษฎี สมุฏฐานโรค และความคิดความเชื่อที่อธิบายเรื่องชีวิต
และสุขภาพ
และภาพรวมของระบบการแพทย์พื้นบ้านล้านนา เล่ม ๒ การดูแลสุขภาพและการบำบัดรักษาทางกายภาพ
(เช่นการนวด) เล่ม ๓ การดูแลรักษาสุขภาพด้วยอาหารและสมุนไพร
และเล่ม ๔ ว่าด้วยพิธีกรรมบำบัด
ซึ่งเป็นรากทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
องค์ความรู้ที่รวบรวมขึ้นนี้ ทำให้เห็นความแตกต่างจากตำราแพทย์แผนไทยฉบับส่วนกลาง
หรือฉบับหลวงที่มีตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เป็นตำราหลัก และแสดงให้เห็นว่าชาวล้านนาหรือถ้ารวมชนเผ่าต่างๆ
ในภาคเหนือแล้ว ก็จะพบว่ามีระบบการดูแลสุขภาพที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง
มีความหลากหลายและเป็นมรดก
ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งยกตัวอย่างเอกลักษณ์ของแพทย์ล้านนา เรื่อง
"ปิ๊ดยา"หรือสรรพคุณยา
แม้ว่าหมอเมืองจะแบ่งรสของตัวยา(พืชสมุนไพรและสัตว์) ออกเป็น
๑๐ รส เช่นเดียวกับมาตราฐานภาคกลางแบ่ง
คือ รสเผ็ด รสร้อน รสส้ม(เปรี้ยว) รสฝาด/เฝื่อน รสขม รสมัน รสเบื่อเมา
รสหวาน รสเค็ม และรสจาง(จืด)
แต่หมอเมืองต้องมีความรู้ด้วยว่ายานั้นๆ มี "ปิ๊ด"
(สรรพคุณ) อย่างไร
ซึ่งโดยทั่วไป แบ่งลักษณะ ปิ๊ดยาได้ ๔ ลักษณะ

๑.ยาเย็น ใช้เพื่อลดความร้อนของโรค เช่น
พิษไข้ ร้อนใน ไข้กาฬ หัด หรือใช้ดับพิษโลหิตและพิษลม
และมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต เกี่ยว(เหน็บชา) ตัวอย่างสมุนไพรหรือไม้ยา
เช่น บัวบกเครือ
บัวบกต้น เล็งจ้อน(ท้าวยายม่อม) มะกอก ข้าวจ้าว ฯลฯ ซึ่งสมุนไพรรสเย็นนี้มักจะเป็นต้นยาที่มีรสหวาน
รสขม รสจืด รสฝาด/เฝื่อน
๒.ยาร้อน โดยมากใช้เพื่อรักษาโรคลม และใช้กับผู้ป่วยอัมพฤกษ์
อัมพาต เกี่ยว(เหน็บชา) ห้ามใช้กับคนที่เป็นไข้
ตัวร้อน เจ็บท้อง(ปวดท้อง) ลุท้อง(ท้องเดิน) สมุนไพรส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มเครื่องเทศซึ่งมีรสเผ็ด
รสร้อน เช่น พริกไทย
ดีปลี ปิดปิว(เจตมูลเพลิง) ไม้กาหลง ฯลฯ วิธีการปรุงยารสร้อนก็มักปรุงแบบยาต้ม
ยาที่ผสมเหล้าเป็นกระสาย
๓.ยาคัน คือยาที่ใช้แก้อาการคันต่างๆ เป็นตุ่มหมืน(ลมพิษ) สมุนไพรที่ใช้มักมีรสเผ็ด
เช่น เครือย่านาง ใบมะเฟือง
ขางต้นป่อย ฯลฯ
๔.ตัวยาที่เป็นพิษ ตัวยาที่มีพิษก็สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาได้
แต่ต้องรู้จักวิธีปรุงยาหรือเรียกว่าฮิ๊ปยาซึ่งหมอเมือง
จะต้องเรียนรู้อย่างดีว่ายาชนิดใดมีพิษและจะใช้ได้หรือไม่ได้
ยามีพิษเหล่านี้แบ่งเป็น ๒ จำพวกคือ ที่มีพิษและห้ามใช้เด็ดขาด
เช่น
เห็ดพิษต่างๆ เห็ดขี้หมู เห็ดขี้ควาย ฯลฯ และประเภทมีพิษแต่ใช้เป็นยาได้
ซึ่งต้องรู้วิธีปรุงเป็นพิเศษ
ยาพวกนี้มักมีพิษเบื่อเมา ทำให้ฮาก(อาเจียน) ลุ๊(ท้องเดิน) หรือเป็นพิษต่อผิวหนัง
จึงต้องมีวิธีปรุงเพื่อดับพิษเสียก่อน
เช่น เพชรสังฆาต ถ้ากินเปล่าๆ จะทำให้ผิวคัน ปากจะเป็นแผลเน่าได้
จะต้องบ่มกล้วยหรือมะขามส้มแล้วกลืน
(หมายความว่าซุกเข้าไปในกล้วยหรือมะขามเปียกแล้วกลืน) หรือไม้ขี้หนอน
มีพิษเบื่อ ฮาก ลุ๊ หากนำมาใช้เป็นยาต้องตั๊ด
(ลดฤทธิ์ยา) ด้วยการฝนใส่ข้าวจ้าว
นอกจากปิ๊ดยาหรือสรรพคุณยาแล้ว วิธีการปรุงยาซึ่งมีผลต่อการนำยามาใช้ให้เกิดผลต่อการดูแลสุขภาพนั้น
ระบบการแพทย์ล้านนาก็ยังมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากตำราส่วนกลาง
ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสตร์และศิลป์ของภูมิปัญญา
ที่มีความหลากหลาย โดยทั่วไปเรามักคุ้นเคยกับวิธีปรุงยาแบบ ยาต้ม
ยาผง ลูกกลอน ยาอาบ
ซึ่งในตำราส่วนกลางกล่าวไว้ ๒๘ วิธี แต่ภูมิปัญญาล้านนามีวิธีปรุงยาอยู่ถึง
๓๓ วิธี
โดยส่วนใหญ่ก็จะคล้ายกัน แต่ที่แตกต่างและมีเสน่ห์ด้วยนั้นเช่น
"ฮิ๊ปยาหลาม"
คือวิธีปรุงยาหลามหรือ ยาที่ต้มในกระบอกไม้ไผ่
เพื่อนำเอาสารสำคัญหรือตัวยาจากกระบอกไม้ไผ่มาเป็นยาด้วย
และทำให้ยามีกลิ่นหอม รับประทานงาย มีความสะอาด ซึ่งในเวลานี้อาจไม่ค่อยพบเห็น
แต่เมื่อก่อนเวลาออกเดินทางไปในป่าเขา เวลาไม่สบายเป็นไข้ ก็จะตัดไม้ไผ่แทนหม้อยา
เก็บสมุนไพรจากป่ามาใส่ แล้วเติมน้ำ นำไปเผาไฟให้ยาเดือด ก็นำมารินดื่มกินได้ทันที
มีตัวอย่างยาหลามที่ชุดงานวิจัยเสนอไว้ คือ ยาแก้ความดันโลหิตสูง
ประกอบด้วย ใบดอกเอื้องผึ้ง
หลี่มะขะหนัด(หน่อที่ออกข้างหัว) ใบจ้อล่อควายสี(ดอกสีม่วงใหญ่)
ใบมะขาม นำมาอย่างละเท่ากัน
เอามาหลามกิน ยาหลามแบบนี้ชาวล้านนาไม่ได้ใช้ต้มกินอย่างเดียว
ทำหลามเป็นยาทาก็ได้ เช่นยาแก้ตุ่มหิด
หรือภูมิปัญญาล้านนาที่ปรุงยาสีฟัน ก็นับเป็นอีกฮิ๊ปยาอีกหนึ่งวิธีด้วย
โดยที่คนภาคกลางอาจคุ้นเคยว่า
กิ่งข่อยเป็นยาสีฟันที่ดี แต่ล้านนาใช้วิธีปรุงยาที่เอารากไม้
หรือตัวยามาบดแล้วนำผงยามาสีฟัน เช่น "ยาเขี้ยวมั่น
เอารากควยงู เผาเป็นดัง สีเทอะ" หมายถึง ยาที่ทำให้ฟันแข็งแรงทนทาน
เอารากพันงูมาเผาเป็นสีดำ
แล้วนำผงยานั้นมาสีฟัน
ตำราวิชาการเหล่านี้มีประโยชน์ยิ่ง และกระบวนการวิจัยนี้ได้พยายามสวนกระแสที่เราตื่นตาตื่นใจ
ในการนำเอาสมุนไพรมาใช้ และสร้างสมุนไพรเพื่อเป็นความร่ำรวย
รวมถึงศาสตร์การนวดที่กำลังโกอินเตอร์
แต่ลืมความสำคัญของ "มนุษย์" ที่เป็นผู้สืบทอดองค์ความรู้
หรือหมอยาพื้นบ้านทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่ทุกภาคของประเทศ
นิยมสมุนไพรแล้ว อย่าลืมยกย่องและส่งเสริมหมอพื้นบ้านด้วย
|