ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

 

ให้โบนัสปีใหม่แก่ชีวิตด้วยยาบำรุงกำลังพันธุ์ไทยแท้


คนทำงานหนักมาตลอดทั้งปีต่างใจจดใจจ่ออยู่กับเทศกาลปีใหม่ปีนี้เพราะจะได้หยุดยาวได้ปลดปล่อยชีวิตกัน
อย่างเต็มที่ปีละหนสำหรับใครบางคนพอใกล้สิ้นปีนาฬิกาชีวิตเหมือนหมดลาน ต้องเตรียมไขลานชีวิตกันใหม่
เพื่อให้มีกำลังกาย กำลังใจที่จะสู้งานต่อไปในปีหน้า

สังเกตได้ว่าใกล้สิ้นปีเครื่องดื่มบำรุงกำลังขายดิบขายดี เพราะผู้คนต้องเร่งทำงาน อยู่โอทีกันจนดึกดื่น
ต้องเร่งขายของเริ่มเคียร์สต๊อค ปิดงบดุลย์บัญชีอุตลุดวุ่นวาย โดยหารู้ไม่วาเครื่องดื่มชูกำลังในท้องตลาดนั้น
นอกจากไม่ได้เพิ่มกำลังแล้ว กลับยิ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรม เพราะแทนที่ร่างกายซึ่งตรากตรำทำงาน
อ่อนล้าจะได้พักผ่อนตามกลไกธรรมชาติแต่กลับถูกฤทธิ์คาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลัง
กระตุ้นให้ประสาทตื่นตัว หลอกร่างกายให้หลงทำงานต่อไปอีก

อุณหภูมิของน้ำเดือดยังมีลิมิตที่ ๑๐๐ เซลเซียส ธรรมชาติของร่างกายคนเราก็ต้องมีลิมิตเช่นกัน ถ้าไปฝืนดันชีวิต
ให้เกินลิมิตความพอดีผลที่ตามมาคือ สุขภาพทั้งกายและใจก็จะโทรมเร็วกว่าวัยที่ควรจะเป็นในทางอายุรเวท
ของอินเดีย ได้กล่าวถึงธาตุที่ทรงร่างกายให้มีชีวิตไว้ถึง ๗ ธาตุ ซึ่งเรียกว่า สัปตธารณธาตุและต้นธาตุที่สำคัญที่สุด
คือ รสธาตุหรือโอชะอันเป็นธาตุที่ทำให้เกิดความอิ่ม ความพอใจ ความสำราญเบิกบาน ส่งเสริมการกำเนิดของโลหิต
บางทีรสธาตุมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โอชะ อันเป็นยอดของธาตุทั้งหลายที่ให้ความสดชื่นและความมีชีวิตชีวา
แก่คนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้าจะให้ความหมายอย่างไทยๆโอชะก็คือ รสอร่อย นั่นเอง

รสธาตุหรือโอชะ มีความสำคัญต่อการดำรงความปกติสุขของร่างกายและชีวิต อาการที่เป็นสัญญาณบอกเหตุว่าเกิด
"รสกษายัม" หรือความเสื่อมของรสธาตุ คือ มีอาการอ่อนเพลีย ใจสั่น รู้สึกเบื่อหน่าย เหี่ยวแห้ง ไม่ชอบฟังใครพูด
และทนเสียงอะไรไมค่อยได้ ขี้ยั๊วะ ฉุนเฉียวง่ายเหมือนอาการของหลายคนในรัฐบาลเวลานี้ความเสื่อมของรสธาตุหรือ
โอชะไม่ใช่เรื่องเล็กๆเพราะถ้าขาดโอชะร่างกายจะทรุดโทรม ชีวิตร่วงโรยร่างกายจะหมดกำลัง และถึงหมดชีวิตได้

เหตุที่ทำให้โอชะเสื่อมก็มาจากทั้งปัญหาทางจิตใจและพฤติกรรมการบริโภค เช่น ความโกรธ ความวิตกกังวล
ความเศร้าโศกเสียใจ ความเครียด การตรากตรำทำงานมากเกินไป การออกกำลังกายเกินควร และที่เป็นปัญหา
โดยตรงสำหรับคนสมัยนี้ก็คือ การกินอาหารเก่าค้างคืน หรือใส่สารกันบูด กินของแห้ง ขนมกรอบแกรบอาหารกระป๋อง
อาหารหรือขนมที่ผ่านการแปรรูปอย่างซับซ้อน

การรักษาโรคโอชกระษัยนั้นไม่ใช่แค่ใส่ผงชูรสในอาหารหรือดื่มยาชูกำลังที่มีแต่โซเดียมโมโนกลูตาเมตหรือน้ำ
ใส่กลูโคสนิดหน่อย แต่ต้องบำรุงด้วยอาหารสดจากธรรมชาติที่อุดมด้วยรสธาตุและโอชะ เช่น น้ำนมสด ผักสด
ผลไม้สด น้ำตุ๋นจากอาหารเนื้อสดต่างๆ โจ๊กหรือน้ำต้มคั้นจากเมล็ดธัญพืชนานาชนิด เป็นต้น

ทุกวันนี้ก็ต้องยอมรับกันว่า ผู้คนมีปัญหารสธาตุเสื่อมกันมาก จึงแสวงหาสิ่งชูรส ชูกำลัง เพื่อให้ร่างกายสดชื่น
ชีวิตสดใส จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเครื่องดื่มประเภทน้ำดำใส่โคเคน หรือเครื่องดื่มชูกำลังหลากแบรนด์
ที่ใส่คาเฟอีนในท้องตลาดจึงขายดิบขายดี ที่น่าสังเกตคือหลายแบรด์ที่อ้างตัวเองว่าชูกำลังและชูความเป็นไทย
ชูความเป็นนักสู้ ความเป็นลูกผู้ชายนั้นไม่มีเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ไหนที่ผลิตจากสมุนไพรภูมิปัญญาไทยแท้ๆ

เมื่อเอ่ยถึงยาชูกำลังจากสมุนไพร พวกคอเหล้ามักนึกถึงยาดองเหล้าม้ากระทืบโรง กำลังวัวเถลิง กำลังเสื่อโคร่ง
เป็นต้น ซึ่งเป็นสมุนไพรดังจากป่าดง ซึ่งนับวันจะหาทำยาบำรุงกำลังยากขึ้นทุกที หากไม่มีการอนุรักษ์พันธุ์ไว้
ในระยะยาว ในที่นี้จึงขอแนะนำสมุนไพรชูกำลังที่หาได้ง่ายใกล้ตัวสัก ๓-๔ตำรับสำหรับไว้ปรุงบำรุงกำลังในช่วงปีใหม่

ตำรับแรกปรุงง่ายมาก ท่านให้เอามะนาวสด ๑ ลูก น้ำตาลกรวด ๑๕ กรัม น้ำข้าวกล้อง ๕๐๐ ซีซี
ผสมกันนอกจากน้ำข้าว น้ำตาลกรวดจะเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังอย่างดีแล้ว ความเปรี้ยวจี้ดของมะนาว
ช่วยให้เกิดความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แบ่งดื่มครั้งละ ๒๕๐ ซีซี

ตำรับที่ ๒ ซื้อการบูรกับชะมดเชียงจากร้านขายยามาอย่างละ ๕ กรัมเท่านั้น นำมาดองในน้ำผึ้งประมาณ ๕๐๐ ซีซี
เป็นเวลาสัก ๗ วัน นอกจากช่วยบำรุงกำลังสำหรับคนไข้พักฟื้นแล้ว ยังเป็นยาบำรุงหัวใจอย่างดี

ตำรับที่ ๓ สำหรับคนที่เป็นคอสุราหากงดเหล้าได้ในช่วงปีใหม่ก็ดีแต่ถ้ายังตัดไม่ขาดก็มีข้อแนะนำให้แปลงเหล้า
เป็นยาบำรุงกำลังอย่างง่ายดังนี้ ใช้ขิงแห้งที่ได้มาใหม่ๆบดผงหนัก ๓๐๐ กรัมห่อด้วยผ้าขาวบาง แช่ในเหล้าองุ่น
ประมาณ๒๕๐ ซีซีเป็นเวลา ๑๐ วัน เวลากินให้นำเหล้าองุ่นขิงที่ได้ผสมน้ำหรือน้ำผึ้งพอประมาณ กินครั้งละเพียง
๑-๒ ช้อนชา เช้า-เย็น แค่นี้ก็กระชุ่มกระชวยกินข้าวได้ นอนหลับสบาย

ตำรับที่ ๔ หัวแห้วหมูผสมน้ำผึ้งเป็นตำรับที่ขอแนะนำเพราะแห้วหมูเป็นสมุนไพรที่หาง่ายราคาถูกแห้วหมูเป็นวัชพืช
จำพวกหญ้าขนาดเล็กที่ขึ้นอยู่ทั่วไป มีหัวใต้ดินเล็กๆขนาดปลายนิ้วก้อย จึงมีชื่อเรียกในภาษาฝรั่งว่า Nut
grassเดี๋ยวนี้คนไทยรังเกียจคำว่าแห้วถึงกับเปลี่ยนชื่อแห้วเป็นสมหวัง

ฉะนั้นจะเรียกแห้วหมูว่าสมหวังหมูก็ได้ไม่เกี่ยง แต่ทางเหนือเขาเรียกหญ้าแห้วหมูว่า หญ้าขนหมูหรือ หญ้ามะนิ่วหมู
หัวแห้วหมูมักมีกลิ่นหอม รสเผ็ดปร่านิดๆเพราะมีน้ำมันหอมระเหยที่ชื่อ ไพนีน (Pinene) และซิเนออล (Cineol)
มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ช่วยย่อย

วิธีกิน นำผงหัวแห้วหมู ๑ ช้อนชาผสมกับน้ำผึ้งพอประมาณ กินวันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร เช้า-เย็นและก่อนนอน
หรือถ้าจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ก็ให้เอาหัวแห้วหมู พริกไทย เหงือกปลาหมอ มาบดเป็นผง เอาตัวยาทั้ง ๓ มาอย่างละ
เท่าๆกัน ผสมกับน้ำผึ้งกินชูกำลังดีนักแล หรือจะนำไปดองเหล้าแบบเหล้าขิงก็ไม่เกี่ยง

ที่แนะนำมาข้างต้นคือตำรับยาชูกำลังพันธ์ไทยแท้ที่มิได้อวดอ้างความยิ่งใหญ่เกินจริงขอให้ทุกท่านลองพิสูจน์ดู
ด้วยตนเองเริ่มจากปีใหม่นี้เลยแล้วท่านจะร้องว่าถ้ารู้อย่างนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว สุขภาพก็คงใสปิ๊งดีกว่านี้



 



©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003